ภาพปรากฏซ้ำแห่งโชคชะตา โอ-โน่ ความผูกพันที่เป็นมากกว่า ครอบครัว

โอ วรุฒ.jpg

การจากไปของ คุณ โอ วรุฒ วรธรรม นับเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อจิตใจผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก รวมถึงสร้างความสงสัยแก่แวดวงโหราศาสตร์ว่า เหตุใด คนที่แข็งแรงปกติดี อยู่ ๆ ก็เกิดอาการช็อกหมดสติ เป็นลมไปอย่างกระทันหันแบบนั้น ? ทางผู้เขียนเห็นว่า เหตุการณ์นี้ ถือเป็นตัวอย่างประสบการณ์ในการพิจารณาดวงชะตาที่มีโจทย์ลักษณะซับซ้อน และไม่ทราบเวลาเกิดของเจ้าชะตามาก่อน จึงได้เขียนบทความนี้คือด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น หากมีการล่วงเกินใด ๆ ทางผู้เขียนต้องกราบขออภัย ณ โอกาสนี้ด้วย

จากแหล่งข้อมูล คุณ โอ วรุฒ วรธรรม เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2512 และเสียชีวิตด้วยวัย 48 ปี เมื่อคืนวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 02.40 น ณ โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่ (ก่อนจะถึงวันเกิดของเขาเพียง 6 วัน) ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตคือ เป็นลมหมดสติไปอย่างกระทันหันในเย็นวันที่ 9 ก.ย. และจากไปอย่างสงบในวันที่ 11 ก.ย.

สำหรับวิชาโหราศาสตร์ การจะตรวจสอบเหตุการณ์การเสียชีวิตนั้น (ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ) ควรเริ่มมองจากภาพใหญ่ก่อน แล้วค่อยย่อยลงไปหาคำตอบในภาพเล็ก (ปี > เดือน > วัน) โดยเงื่อนไขที่เราต้องตรวจสอบแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

1 ดวงทินวรรษ บ่งบอกอะไรบ้าง ?

2 ดวงอมาวสี บ่งบอกอะไรบ้าง ?

3 วันที่คุณโอ วรุฒ จากไปนั้น บ่งบอกอะไรบ้าง ?

เดิมทีผู้เขียนตั้งใจจะมุ่งประเด็นไปที่ การเสียชีวิตของคุณ โอ วรุฒ เพียงอย่างเดียว จนกระทั่งมีโอกาศได้พูดคุย และได้รับการชี้แนะบางอย่างจาก อ. วิโรจน์ กรดนิยมชัย (อาจารย์ของตัวผู้เขียนเอง) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจบางประการของ สมพงษ์ชะตา (Synastry) ระหว่างคุณ โอ วรุฒ วรธรรม และคุณ นีโน่ เมทนี บุรณศิริ แม้จะเป็นการใช้ “เวลาเกิดเสมือน” (Virtual Birth Time) ทั้งคู่ก็ตาม แต่ก็พบโครงสร้างที่สอดคล้องต้องกันอย่างน่าประหลาดใจ จึงขอนำเสนอมาในบทความนี้ด้วย

** หมายเหตุ**

  • “เวลาเกิดเสมือน” (Virtual Birth Time) เป็นเป็นเทคนิกเฉพาะของ อ. พลตรีประยูร พลอารีย์ 
  • ในกรณีนี้ ได้ทำการ Re-Location ดวงกำเนิดคุณ โอ ไปที่เชียงใหม่เป็นหลัก ซึ่งเป็นสถานที่เสียชีวิต
  • ราหูที่ใช้ เป็นราหูเฉลี่ย (Mean Node)

โอ -นีโน่ ความผูกพันธ์ที่มากกว่าคำว่า “ครอบครัว”

เมื่อใช้เทคนิกเวลาเกิดเสมือน (Virtual Birth Time) ของทั้งคู่จะพบว่า

ความสัมพันธ์ โอโน่ แบบลากเส้น.png

เมอริเดียน ของทั้ง 2 คน เล็งกันเอง และ เมื่อทำสมการไขว้ ราหู(นีโน่) / ราหู(โอ) = คิวปิโด(นีโน่) นั่นจึงหมายความว่า ความผูกพันที่เป็นมากกว่าคำว่า “ครอบครัว” แต่พวกเขาทั้งสองคนผูกพันกันในระดับเมอริเดียน ต่างฝ่ายต่างสะท้อนจิตวิญญาณซึ่งกันและกัน และทั้งคู่ก็มีโครงสร้าง เมอริเดียน = เสาร์ สัมพันธ์กัน จึงมักประสบกับอุปสรรคในชีวิตบางอย่างร่วมกันอยู่เสมอ

เมอริเดียน(นีโน่) = เสาร์(นีโน่) = อาทิตย์(โอ) เมอริเดียน(โอ) = เสาร์(โอ)

สถานภาพและอุปสรรคบางอย่างในชีวิตของฉัน (โอ) สัมพันธ์กับ สถานภาพและอุปสรรคบางอย่างในชีวิตของเธอ (นีโน่) หรือ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อม ๆ กัน

ส่วน ราหู กุม ฮาเดส ในดวงนีโน่ นั่นหมายถึง มิตรสหายผู้ซึ่งตกทุกข์ได้ยาก แต่ในกรณีของคุณโอ และ คุณนีโน่ คงต้องเรียกว่า “เป็นมิตรแท้ในยามยาก”

ซึ่งหากลองตั้งเรือนชะตาอาทิตย์ ของคุณโอ จะพบ แอดเมตอส เมอริเดียน เสาร์ ฮาเดส ในเรือนที่ 11 ซึงก็คือ เจ้าชะตา เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนฝูง แต่เป็นมิตรแท้ซึ่งเป็นมิตรภาพกับบุคลจำนวนน้อย ที่มักจะประสบปัญหา และฝ่าฟันความยากลำบากไปด้วยกัน รวมถึงเป็นกลุ่มดาวที่อยู่ใน ราศีพฤษภ จึงตีความปัญหาหรืออุปสรรคนี้ ไปทางเรื่องของการหารายได้

และจากการทำสมการไขว้ ราหู(นีโน่) / ราหู(โอ) ที่หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและเธอ พบว่าทำมุม 45 องศากับจุด อังคาร/เสาร์(โอ) หรือ จุดตาย ของคุณ โอ วรุฒ” ในขณะที่ ราหู/เสาร์ (จุดพลัดพรากของความสัมพันธ์) ของคุณ นีโน่ ไปสัมพันธ์กับสมการไขว้ราหูของทั้ง 2 คน

รวมไปถึง ถ้าสังเกตว่า ราหูของคุณนีโน่ เดิมทีก็กุมกับ ฮาเดส อยู่แล้ว เมื่อสร้างสมการ ราหู+เสาร์-ฮาเดส (พลัดพรากจากความสัมพันธ์ด้วยความเจ็บป่วยหรือด้วยความน่าสลดใจ) ในดวงคุณนีโน่ ก็ไปเท่ากับโครงสร้างชีวิตเดิมของทั้งคู่ ก็คือ “ฉันและเธอต้องพลัดพรากจากการด้วยความน่าสลดใจ”

จึงไม่แปลกที่คุณ นีโน่ เมทนี จะมีบทบาทสำคัญกับคุณ โอ วรุฒ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะพวกเขาทั้ง 2 ต่างก็ผูกพันกันด้วยโชคชะตา

ดวงทินวรรษ (Solar Return)

ทินวรรษ ปัจจัยเดียว

ตรวจปัจจัยเดี่ยว ในทินวรรษ พบโครงสร้างของการพลัดพรากที่รุนแรง คือ

เสาร์(จร) = จันทร์(จร) = ราหู(กำเนิด)

เจ้าชะตาประสบกับการพลัดพรากในความสัมพันธ์

ราหู(V1) = เสาร์(กำเนิด) = เมอริเดียน(กำเนิด) = อาทิตย์(กำเนิด)

เป็นช่วงอายุที่เจ้าชะตาประสบกับการพลัดพรากในความสัมพันธ์

ลัคนา(จร) = แอดเมตอส(กำเนิด)

ประสบกับสภาวะบีบคั้น หยุดนิ่งอยู่กับที่ หรือ ผู้อื่นถอนตัวออกไป

 

“ภาพปรากฎซ้ำ”  (Same-As Planetary Picture หรือ Same Equation)

และถ้าสังเกตดี  ๆ จะเห็นว่าเดิมทีแล้วในดวงกำเนิดคุณ โอ วรุฒ นั้นมี “เมอริเดียน กุม เสาร์” ซึ่งขณะเดียวกันดวงทินวรรษบนท้องฟ้าก็มี “เมอริเดียน กุม เสาร์” เช่นกัน ถือเป็นโครสร้างที่ควรพิจารณา เพราะจะสอดคล้องกับเรื่องของ “ภาพปรากฎซ้ำ” ของดวงกำเนิด และ ท้องฟ้า (Same-As Planetary Picture หรือ Same Equation) โดยที่ ทั้ง 2 จุดนี้ ไม่จำเป็นต้องทำมุมกันเอง เหตุการณ์ก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อปรากฎในดวงทินวรรษแล้วนั้น ยิ่งมีความเป็นไปได้สูง

**ในเรื่องของ “ภาพปรากฎซ้ำ” ผู้เขียนเคยประสบกับเหตุการณ์นี้โดยตรงขณะที่ตรวจดวงชะตาของของ “คู่รักบุพเพสันนิวาส” และ ในชั้นเรียนโหราศาสตร์กรณีของ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารที่ถูกธำรงค์วินัย รวมไปถึง การที่ผู้เขียนได้พบ เพื่อนในแวดวงโหราศาสตร์ ท่านหนึ่ง ก็เพราะมีจุดนักโหราศาสตร์เหมือนกัน และ สมการนั้น ปรากฎบนท้องฟ้า (Transit) ณ ช่วงนั้นพอดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำมุมเข้าโครงสร้างในกำเนิด หรือ V1

ตรวจจุด ลัคนา+จันทร์-เสาร์ อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ “โครงสร้างสมการ” เจอกับเอง

โครงสร้าง เจอ โครงสร้าง1

ลัคนา/จันทร์(จร) = ลัคนา+จันทร์-เสาร์(กำเนิด) ซึ่งแปลว่า นาทีนี้ (ในทินวรรษ) = นาทีตาย หรือนาทีพลัดพราก (กำเนิด)

 

ตรวจจุดฌาปนกิจ

อันที่จริง การอ่านดวงชะตาของคุณ โอ วรุฐ วรธรรม นั้นเป็นเหตุการที่เราทราบผลอยู่ก่อนแล้ว เราจึงสามารถคาดคะเนที่จะใช้จุด “ฌาปนกิจ” ได้เลยทันทีซึ่งมีหลายสมการให้เลือกใช้ แต่จากการตรวจสอบ ผู้เขียนพบว่ามีกลุ่มสมการหนึ่ง ที่ทำงานตั้งแต่ ดวงทินวรรษ ไปจนถึงดวงอมาวสี โดยเฉพาะในดวงทินวรรษนั้น ทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาเดี่ยวที่ชัดเจนมาก

อาทิตย์+ยูเรนัส-เนปจูน(จร) = เมอริเดียน(กำเนิด) = เสาร์(เกำนิด) = อาทิตย์(กำเนิด)

การพลัดพรากของเจ้าชะตา เป็นไปในลักษณะที่ดูคล่้ายกับว่า ถึงแก่กรรมไปแล้ว

อาทิตย์+ยูเรนัส-เนปจูน(V1) = ลัคนา(จร)

เจ้าชะตาอยู่ในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ การถึงแก่กรรม 

อาทิตย์/ยูเรนัส//เนปจูน(จร) = ลัคนา(กำเนิด)   **ความหมายเหมือนข้อบน**

เจ้าชะตาอยู่ในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ การถึงแก่กรรม

อาทิตย์/ยูเรนัส//เนปจูน(กำเนิด) = ราหู(กำเนิด) เมอริเดียน(จร) = จันทร์(จร)

ชัวโมงแห่งการถึงการแก่กรรม หรือ พลัดพรากจากความสัมพันธ์ของตัวเจ้าชะตา

ยูเรนัส+เนปจูน-เมษ = จันทร์(กำเนิด)

ชั่วโมงแห่งการฌาปนกิจ

ยูเรนัส/เนปจูน//เมษ = เมษ(V1)

ช่วงอายุที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับการฌาปนกิจ หรือ สุสาน

เสาร์+เสาร์-อังคาร(V1) = เสาร์(จร) = ราหู(กำเนิด)

เจ้าชะตาพลัดพรากจากมิตรสหายที่ผูกพันด้วยการถึงแก่กรรม หรือ พิธีศพ

ยังมีกลุ่มสมการอื่น ๆ อีกที่แปลความหมายได้ใกล้เคียงกันและทำมุมถึงจุดเจ้าชะตา แต่ตรงนี้เป็นข้อสังเกตถึงกลุ่มสมการ ยูเรนัส, เนปจูน และ อาทิตย์ (ใน คัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ ให้ความหมายว่า ดูคล้ายกับถึงแก่กรรมไปแล้วหรือถึงแก่กรรม)เป็นกลุ่มที่เข้าจุดเจ้าชะตามากที่สุด ซึ่งโดยลำพังความหมายของ ยูเรนัส/เนปจูน  ก็แปลว่า สิ้นสติอย่างกระทันหัน ได้อยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นลักษณะของการถึงแก่กรรมของคุณ โอ วรุฒ ที่วูบหมดสติไปอย่างทันทีทันใด

 

การอ่านเรือนชะตาในดวงทินวรรษ

สำหรับดวงทินวรรษแล้ว เราสามารถอ่านเรือนชะตาโดยใช้แต่ดาวจร และ แบ่งเรือนชะตาหาความหมายเทียบได้กับเป็น ดวงชะตากำเนิดดวงหนึ่ง ซึ่งส่งผลในระยะเวลา 1 ปี นับจากนั้น

house

แอดเมตอส (ราศีมิถุน) ในเรือนที่ 3 เป็นปีที่เจ้าชะตาสื่อสารกับคนรอบข้างน้อยลง หรือไปมาหาสู่กับบุคคลจำนวนน้อย ตัดขาดจากการสื่อสารโดยทั่วไป

โครโนส ฮาเดส (ราศีกรกฎ) ในเรือนที่ 4 เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างใหญ่หลวงขึ้นภายในครอบครัว

พฤหัส (ราศีตุล) อาพอลลอน โพไซดอน ในเรือนที่ 8 โชคหรือความสำเร็จในเรื่องของปัญญา หรือ การทบทวนปรัญญาชีวิตจากสิ่งที่สูญเสียไป แต่ในที่นี้เน้นที่ พฤหัสราศีตุล ในเรือนที่ 8 อันมีความหมายว่า การถึงแก่กรรมอย่างรวดเร็วโดยไม่ทรมาน หรือ จากไปอย่างสงบ

เมอริเดียน เสาร์ คิวปิโด (ราศีธนู) และ พลูโต (ราศีมกร) ในเรือนที่ 10 ความพลัดพรากที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นที่ละน้อยภายในครอบครัว หรือตัวเจ้าชะตาเองต้องพลัดพรากจากครอบครัว ไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถานภาพบางอย่างในชีวิต ซึ่งอาจจะต้องเป็นการเดินทางไกลตามความหมายของราศีธนูด้วย (ก็คือการย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ห่างไกลจากครอบครัว)

ลัคนา เนปจูน ในเรือนที่ 12 การถูกปฏิเสธจากผู้อื่น รวมไปถึง การอยู่ในสถานที่จำเพาะของตัวเจ้าชะตาเอง การเก็บตัว หรือในแง่ของ การสูญสลายของสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ ในชีวิตเจ้าชะตา

โดยเฉพาะการที่ เมอริเดียน กุม เสาร์ ในเรือนที่ 10 และ ยังทำมุมถึงจันทร์ นี่เป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตรายต่อสถานภาพชีวิตอย่างมาก สถานะภาพชีวิตรวนเร สั่นคลอน (ในกรณีของคุณ โอ เสาร์ ทินวรรษ ก็ยังทำมุมถึง อาทิตย์/เมอริเดียน ในทินวรรษด้วย อันหมายถึง พลัดพรากทั้งทางกายและจิตใจ)

ดวงอมาวสี (New Moon)

อมาวสีเดือน กันยายน วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 01:01 น.

อมาวสี.png

ตรวจปัจจัยเดี่ยว หากสังเกตุ เมษโค้ง V1 จะพบว่าเริ่มขยับมาถึง ฮาเดสกำเนิด พอดี และมี เสาร์จร ทำมุมอยู่ชั้น Transit ในขณะเดียวกัน เมอริเดียนโค้ง V1 และ เสาร์โค้ง V1 ก็ขยับลงมาถึง อังคารกำเนิด เป็นนัยยะบ่งบอกถึง การหยุดกิจกรรมบางอย่างของตัวเจ้าชะตาเอง

เมอริเดียน(จร) = เมอริเดียน(V1) = เสาร์(V1) = อาทิตย์ (V1) = อังคาร(กำเนิด) = คิวปิโด(จร)

เจ้าชะตาประสบเหตุการณ์สำคัญของสถานภาพชีวิต ซึ่งอาจมีการหยุดกิจกรรมบางอย่างของครอบครัวหรือหมู่คณะ

ฮาเดส(จร) = วัลคานุส(V1) = จันทร์(กำเนิด)

เจ้าชะตาขาดกำลังใจ หรือ อ่อนเพลียอย่างหนักเนื่องจากการเจ็บป่วย 

พฤหัส(จร) = เสาร์(จร) = เมษ(V1) = ฮาเดส(กำเนิด) = ยูเรนัส(กำเนิด)

พลัดพรากจากโชค หรือ การพลัดพรากที่เป็นโชค  จากภาวะทุกขเวทนาฉับพลัน

ตรวจจุด ลัคนา+จันทร์-เสาร์

ลัคนา+จันทร์-เสาร์(จร) = แอดเมตอส (V1) ราหู(กำเนิด)

นาทีตายหรือนาทีพลัดพรากจากความสัมพันธ์ ภายใต้ภาวะบีบคั้น

พฤหัส(จร) = เสาร์(จร) = ลัคนา/จันทร์(กำเนิด) = อาพอลลอน(กำเนิด) และเข้าโครงสร้างเมษ V1 ด้วย

การพลัดพรากที่เป็นโชค หรือ พลัดพรากจากโชคที่เป็นอยู่ (ไปสบาย) ในนาทีสำคัญชองชีวิต ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประชาชนหมู่มาก

ลัคนา(จร) = ลัคนา/จันทร์(กำเนิด)

เป็นเดือน(รอบอมาวสี) ที่เจ้าชะตาประสบกับเรื่องสำคัญบางอย่างในนาทีสำคัญของชีวิต

ลัคนา+จันทร์(จร) = เมอริเดียน(V1) = อาทิตย์(V1) = เสาร์(V1) = อังคาร(กำเนิด)

นาทีมรณกรรม นาทีพัดพราก หรือ การหยุดชะงักกิจกรรมของตัวเจ้าชะตา

 

ตรวจจุดฌาปนกิจ (สมการกลุ่มเดิม ยูเรนัส เนปจูน และ อาทิตย์ ก็ยังคงทำงานในรอบอมาวสีนี้)

ยูเรนัส/เนปจูน//อาทิตย์(จร) =  เมอริเดียน(จร) = เมอริเดียน(V1) = ลัคนา(V1) = อาทิตย์(V1) = เสาร์(V1) = อังคาร(กำเนิด)

ประสบกับการพลัดพราก หรือการถึงแก่กรรมอย่างกระทันหัน ซึ่งมีผลให้ต้องหยุดกิจกรรมต่าง ๆ ของเจ้าชะตา

เนปจูน/อาทิตย์//ยูเรนัส(จร) = จันทร์(กำเนิด)

ชั่วโมงแห่งการถึงแก่กรรม

อมาวสี เข้า ฌาปณกิจ ซ้อนกัน.png

จุดอมาวสี = อาทิตย์/ยูเรนัส//เนปจูน(V1) = อาทิตย์+ยูเรนัส-เนปจูน(กำเนิด)

เป็นเดือน(รอบอมาวสี) ที่มีความสำคัญในเรื่องของการถึงแก่กรรม 

**ชุดสมการเจอกันเองใน V1 กับ กำเนิด

ฌาปณกิจ 2

ราหู(จร) = เสาร์+เสาร์-อังคาร(กำเนิด)

การฌาปนกิจ หรือพิธีศพของบุคคลที่ผูกพัน หรือ มีคู่มิตรสหายที่ผูกพัน ร่วมในพิธีศพ

เสาร์+เสาร์-อังคาร(V1) = เมอริเดียน(กำเนิด) = อาทิตย์(กำเนิด) = เสาร์(กำเนิด)

การฌาปนกิจ หรือพิธีศพ นำไปสู่การพลัดพรากในสถานภาพชีวิตของเจ้าชะตา

ตรงนี้สังเกตว่า อาทิตย์ กำลังค่อย ๆ เหยียดองศาไปถึง จุด เสาร์+เสาร์-อังคาร(กำเนิด) ขาดอีกแค่ประมาณ 1-2 องศา หรือก็คือ อีก 1-2 วัน

วันที่เสียชีวิต

คุณ โอ วรุฒ เสียชีวิต วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 02.40 น จังหวัดเชียงใหม่

ตรวจจุด ลัคนา+จันทร์-เสาร์

ที่จริงมีโครงสร้างที่ชวนให้สันนิษฐานว่า คุณโอ วรุฒ น่าจะจากไปตั้งแต่ช่วงประมาณ 02:00 น แล้ว ส่วนเวลา 02.40 น สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นการถอดเครื่องช่วยหายใจออก

เสียชีวิต ภาพใหญ่.png

ลัคนา(จร) = ลัคนา+จันทร์-เสาร์(จร) = ลัคนา/จันทร์//เสาร์(กำเนิด) เป็นนาทีเสียชีวิตของทั้ง “กำเนิด และ “จร” ที่ตรงกัน หรือแปลตรงตัวว่า นาทีนี้เสียชีวิต

ในขณะที่ จันทร์(จร) ค่อย ๆ วิ่งเข้าโครงสร้าง เสาร์(จร) = พฤหัส(จร) = เมษ(V1) = ฮาเดส(กำเนิด) ภายใน 25-30 นาที่ต่อมา หรือแปลได้ว่า ชั่วโมงแห่งการจากลาที่เป็นโชค(จากไปอย่างสงบ) จากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจ 

เสียชีวิต

และหลังจากนี้ อาทิตย์จร เข้าสู่องศา เสาร์+เสาร์-อังคาร(กำเนิด) แปลได้ว่า วันจัดพิธีฌาปณกิจ ซึ่งจัดวันนั้นเป็นวันแรกโดยมี ราหูจร ทำมุมร่วมด้วย ซึ่งก็หมายถึง นีโน่ เมทนี และ ตั้ม สมประสงค์ คอยดูแลอย่างใกล้ชิดจนวาระสุดท้าย (เพราะมิตรแท้ที่ผูกพัน คือความหมายของ ราหู ในทางโหราศาสตร์สากล และ ยูเรเนียน)

จากตัวอย่างจะเห็นว่า บางครั้งการใช้จุด “ฌาปณกิจ” อาจสามารถบ่งบอกได้ ว่าการพลัดพรากที่จะเกิดขึ้นในปีนั้น ๆ (ในทินวรรษ) จะรุนแรงในระดับถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่ ?  และโดยมาก จะทำงานมาตั้งแต่ในดวงทินวรรษ และมักปรากฏซ้ำในดวงอมาวสี หรือ วันจรที่เสียชีวิต แม้ว่าเราจะไม่ทราบเวลาเกิดที่แท้จริงของคุณ โอ วรุฒ ก็ตาม แต่จากเทคนิกการหาเวลาเกิดเสมือน ของ อ.ประยูร จะเห็นว่าโครงสร้างเหล่านี้ยากเกินกว่าจะเป็นแค่ “เรื่องบังเอิญ” ที่เกิดขึ้นจากการสุ่มเวลาเกิดเพียงอย่างเดียว

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เวลาเกิดเสมือนของแต่ละสมมติฐานนั้น ย่อมต้องบ่งบอกอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าชะตาได้เสมอ ดังคำว่า“เบื้องบนเป็นเช่นไร เบื้องล่างย่อมเป็นเช่นนั้น”

 

 

Advertisements

10 เรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับ ยูเรเนียน

10 เรื่องเข้าใจผิด

สำหรับในประเทศไทย ซึ่งมีประวัติการใช้วิชาโหราศาสตร์มาอย่างยาวนาน จนพัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบของ “โหราศาสตร์ไทย” อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติเลยทีเดียว คนไทยโดยส่วนใหญ่จึงคุ้นชินกับระบบของโหราศาสตร์ไทยเสียมากกว่า หากเมื่อต้องกล่าวถึง โหราศาสตร์สากล (Classical Astrology) และ โหราศาสตร์ยูเรเนียน (Uranian Astrology) คนไทยจึงมีมุมมองไปในทางที่ว่า “คล้าย ๆ กันไปหมด” ซึ่งในบทความนี้ จะนำพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับบางแง่มุมของโหราศาสตร์ยูเรเนียน โดยเฉพาะ 10 เรื่อง ที่คน(ไทย) มักเข้าใจผิด เกี่ยวกับโหราศาสตร์ยูเรเนียน ส่วนจะมีเรื่องไหนบ้าง เชิญทรรศนากันได้เลย

1 ยูเรเนียน กับ โหราศาสตร์สากล ?

หากถามว่า ยูเรเนียน คือ โหราศาสตร์สากล ใช่หรือไม่ ? คำตอบก็คงเป็นทั้ง “ใช่” และ “ไม่ใช่” ในเวลาเดียวกัน

จริง ๆ แล้ว วิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียน ก็มีรากฐานมาจากวิชาโหราศาสตร์สากลนั่นแหละ ซึ่งถูกคิดค้นโดย ปรมาจารย์ทางโหราศาสตร์ นามว่า อัลเฟรด วิตเตอร์ (Alfred Witte) ซึ่งพัฒนาแนวทางจากโหราศาสตร์สากลดั้งเดิมที่ขณะนั้น มีวิธีการที่ซับซ้อนและแยกย่อยมากเกินความจำเป็น ให้มีกรรมวิธีในการหาคำตอบที่ ชัดเจน ตรงประเด็น และ ไม่เยิ่นเย้อ โดยการตัดบางเทคนิกที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้แต่แก่นที่เป็นหัวใจหลัก ๆ ของโหราศาสตร์สากลดั้งเดิม (จริง ๆ สภาพของแวดวงโหราศาสตร์ในยุโรปขณะนั้น ก็คล้าย ๆ กับโหราศาสตร์ไทยในตอนนี้ ที่มีแนวทางของหลายสำนัก หลายอาจารย์ จนบางครั้งขัดแย้งกัน)alfred-witte-90ccfc25-d683-44e7-95dc-bd062afdbef-resize-750

นอกจากนี้ ท่านอัลเฟรด วิตเตอร์ ยังได้คิดค้นเทคนิกเฉพาะตัวคือ “พระเคราะห์สนธิ” (Planetary Pictures) โดยอาศัยความรู้เชิงมุมทางคณิตศาสตร์ เทียบกับวงกลมของเส้นระวิมรรค (วงกลมจักรราศีที่เราใช้ดูดวงนั่นเอง) สร้างเป็นสมการดาวเข้ารูป พร้อมคำแปลที่เกิดจากการสนธิความหมายตามปัจจัยทางโหราศาสตร์เข้าด้วยกัน ให้นึกภาพตามอย่างง่าย ๆ ก็คือ เหมือนพจนานุกรมแปลภาษาดาว เป็นภาษาคนนั่นเอง และนอกจากนี้ ยังได้คิดค้นจานหมุน 360 องศา ที่ช่วยทำหน้าที่วัดมุมดาว และ หาศูนย์รังสี (Mid Point) กับ จุดอิทธิพล (Sensitive Point) รวมถึงการใช้เรือนชะตาจากจุดเจ้าชะตาทั้ง 5 (ซึ่งในทางปฏิบัติ สามารถตั้งเรือนชะตาได้จากดาวทุกดวง) และ พัฒนาดวงโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc) ในการพยากรณ์จรช่วงอายุขัย รวมถึงคำนวณตำแหน่งดาวทิพย์ (Trans Neptunian ตัวย่อ TNP) เพื่อใช้ขยายความเพิ่มเติมในการพยากรณ์ที่จำเพาะเจาะจงมากกว่าดาวเคราะห์หลัก
เดิมทีนั้น ท่านอัลเฟรด วิตเตอร์ ไม่ได้ตั้งชื่อว่า “โหราศาสตร์ยูเรเนียน” ด้วยซ้ำไป ท่านไม่ได้มีเจตนาที่จะแยกออกมาเป็นศาสตร์การพยากรณ์แขนงใหม่ เพราะถือว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดจากโหราศาสตร์สากลดั้งเดิม แต่ปรับบางส่วนให้เหมาะสมกับกาลยุคสมัยมากขึ้น โรงเรียนสอนโหราศาสตร์ของท่านใช้ชื่อว่า “โรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมบูร์ก” (Hamburg School of Astrology) จนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 วิชาโหราศาสตร์สำนักฮัมบูร์ก ได้เข้าไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา โดย ฮานส์ นิกเกอร์แมน (Hans Niggerman) ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ยูเรเนียน” เพื่อความง่ายต่อการทำการตลาด (เรื่องของการสื่อสารแบรนด์นั่นแหละ) จนกลายเป็นชื่อติดหูมาจนถึงทุกวันนี้

เพราะฉะนั้น ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่าง โหราศาสตร์สากล และ โหราศาสตร์ยูเรเนียน โดยหลัก ๆ ก็คือ

  • เรื่องของ ดาวทิพย์ทั้ง 8 ซึ่งโหราศาสตร์สากลไม่มี
  • จานหมุน 360 องศา ซึ่งปกติแผ่น Chart ดวงของโหราศาสตร์สากล ไม่จำเป็นต้องหมุนได้รอบทิศเพราะเน้นใช้เรือนชะตาลัคนาแบบ พลาซิดุส (Placidus House System) เป็นหลัก
  • ดวงชะตาโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc) ในขณะที่โหราศาสตร์สากลใช้ดวง Progress
  • ปรัชญามุมสะท้อน เรือนสะท้อน และ ดาวสะท้อน (A+B-C จริง ๆ ก็คือ C สะท้อนแกน A/B)
  • สูตรพระเคราะห์สนธิ และ สูตรเรือนชะตาสนธิ (ซึ่งถ้าเข้าใจปรัชญาแล้วจะพบว่า หลักการผสมเหมือน ๆ กัน)

**ปัจจุบัน โหราศาสตร์สากลบางสำนัก เริ่มมีการใช่กลุ่มดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) จึงทำให้บางท่านจำสับสนกับ ดาวทิพย์ทั้ง 8 ของยูเรเนียน และเข้าใจว่าเป็นโหราศาสตร์ประเภทเดียวกัน

2 โค้งสุริยยาตร์ กับ คัมภีร์สุริยยาตร์ ?

คำว่า “คัมภีร์สุริยยาตร์” คนไทยมักจะคุ้นหู หรือเคยได้ยินกันมาบ้าง เพราะเป็นสูตรคำนวณปฏิทินดาวระบบหนึ่งที่นิยมใช้กันแพร่หลายในวิชาโหรศาสตร์ไทย แต่คำว่า โค้งสุริยาตร์ หรือ Solar Arc ใน โหราศาสตร์ยูเรเนียน จริง ๆ แล้วนั้น…

ไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย !!! ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ คัมภีร์สุริยยาตร์ของโหราศาสตร์ไทยแม้แต่น้อย จริง ๆ เหตุผลของการตั้งชื่อมันก็มาจากรากศัพท์ภาษา สุริยะ+ยาตรา มันไปตรงกับคำว่า Solar+Arc(Direction) ซึ่งมีนัยะถึงค่าองศาของอาทิตย์ที่เดินหน้าไปเรื่อย ๆ ทุกปี แค่นั้นเอง !!! และ อ. พลตรีประยูร พลอารีย์ (ปรมาจารย์ยูเรเนียนชาวไทยคนแรก ที่ไปเรียนที่เยอรมัน) เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้วแปลหนังสือพระเคราะห์สนธิ ให้เป็นภาษาไทย จึงต้องศัพท์นิยาม Solar Arc เป็นภาษาไทยเสียใหม่ จึงเลือกคำว่า สุริยยาตร์ เพราะท่านเป็นคนไทยที่อยู่ในแวดวงโหร คุ้นเคยกับศัพท์คำนี้อยู่แล้ว (และ โค้งสุริยยาตร์ ยังไงก็ไพเราะกว่า โค้งอาทิตย์)

หากจะว่ากันตามตรงแล้ว ดวงโค้งสุริยาตร์ จะใกล้เคียงกับดวงโปรเกรส (Progression) ของโหราศาสตร์สากลมากกว่า และหากจะให้แยกย่อยลงไปในชนิดของดวงโปรเกรส อีกล่ะก็… ดวงโค้งสุริยยาตร์ วิธีการคำนวณจะเหมือนกับดวง Secondary Progression เพียงแต่เอาค่าองศา Progression ไปบวกกับดาวทุกดวง เพราะฉะนั้น จึงมีคำเรียกติดปาก เช่น ดาวบวกโค้ง (ดาว V1) หรือ ดาวลบโค้ง (V2) บ้างก็เรียกว่า โค้งอาทิตย์ หรือ โค้งอายุ เพราะค่าองศาของ Solar Arc จะเพิ่มตามจำนวนอายุของเจ้าชะตาเอง โดยเฉลี่ยปีละ 1 องศา

** 1 ปี = 1 องศา นั้นเป็นเพียงค่าเฉลี่ย ในการคำนวณจริงจะขึ้นอยู่กับค่าการโคจรของอาทิตย์ หรือ Daily Motion ณ ห้วงเวลาเกิดของแต่ละคน

อนึ่ง ทฤษฎีดวงโค้ง หรือ ดวงโปรเกรส เกิดจากสมมติฐานที่ว่า ทำไมดาวจรดวงเดียวกัน เมื่อโคจรมาทำมุมเดิม ในดวงชะตาเดิม แต่กลับให้ผลต่างกันในแต่ละช่วงอายุ ? เทียบได้กับโหราศาสตร์ไทยก็คงจะเป็นวิชาทักษาจร

3 สายนะ นิรายนะ ดาวยก ดาวย้าย ?

เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่สร้างควมสับสนงุนงง โดยเฉพาะหมอดู(มือใหม่) และ คนที่มาดูดวง ในเรื่องการนับ ราศี ก็ต้องพูดเผื่อไปถึงความเข้าใจผิดของคนทั่วไป ที่มักเข้าใจว่า ฉันเป็นคนราศีนั้น ราศีนี้ พอมาดูกับอีกศาสตร์นึงแล้วบอกว่าไม่ใช่ พาลให้อคติกันไปเปล่า ๆ

เพราะโหราศาสตร์ไทย จะใช้ปฏิทินจักรราศีนิรายนะ (Sideral) ในขณะที่ฝั่งโหราศาสตร์สากล และ ยูเรเนียน จะใช้ปฏิทินจักรราศีสายนะ (Tropical) อันนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า มาจากคนละแนวคิด แต่จะไม่ขออธิบายที่มาในบทความนี้ (เพราะสามารถเสิร์ชหาอ่านได้ทั่วไป) ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ปฏิทินทั้งสองระบบมีค่าองศาที่เหลื่อมกันอยู่ (ค่าอายนางศ์ : Precession) ประมาณ 24 องศา

Zodiac
ภาพจาก http://www.vijayajyoti.com

เมื่อปฏิทินที่ใช้ต่างกัน องศาต่างกัน วันที่ดาวยก ดาวย้ายราศีก็ไม่ตรงกัน ตรงส่วนนี้ โหรยูเรเนียน ไม่มีปัญหาในการวางตัวเท่าไหร่ เพราะเราไม่ค่อยมีประเพณีดาวยก ดาวย้าย แบบทางโหราศาสตร์ไทยในปัจจุบัน ซึ่งผมเคยถามโหราจารย์รุ่นเก่า ๆ ก็เพิ่งบอกว่าจะมียุคนี้นี่แหละ ที่ไหว้รับดาวย้ายราศี (สมัยก่อน มีแค่สวดพระเคราะห์เสวยอายุ พระเคราะห์แทรก) ทางฝั่งยูเรเนียน จะใช้แค่ปรากฏการณ์ อาทิตย์ ย้ายเข้าราศีทวาร ที่ใช้เป็นจุดอ่านดวงสงกรานต์ เท่านั้น (จุดฤดูกาลทั้ง 4)

เพราะฉะนั้น เมื่อคุยกันเรื่องดาวในราศีนั้น ลัคนาราศีนี้ ควรถามเฉพาะเจาะจงไปเลยว่าใช้ปฏิทินระบบใด ใช้โหราศาสตร์แขนงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… การสนทนากับลูกค้าที่มาดูดวง หากไม่เหนื่อยที่จะต้องอธิบายนัก แนะนำว่าเลี่ยงศัพท์โหร จำพวก ลัคนา ราศีไปเลยจะดีกว่า

เพราะมันเหมือนทำงานร้านกาแฟ แล้วเจอลูกค้าสั่งเอสเพรซโซ่ใส่นม… ก็ชงให้เค้าไป

4 ธาตุดาว ?

เอาจริง ๆ ต้องพูดว่า นี่ก็เป็นอีกความเข้าใจผิด (รองลงมาจากเรื่องปฏิทิน) ของโหราศาสตร์ไทย เมื่อต้องสื่อสารกับ โหราศาสตร์สากล หรือ ยูเรเนียนกันเลยทีเดียว ในเรื่องของธาตุดาว

ed4d5c3b68d095f80769a5a8061ef411

โดยปกติแล้ว ธาตุของดาวเคราะห์ ระหว่างโหราศาสตร์สากล และ ยูเรเนียน นั้นเหมือนกันอยู่แล้ว ซึ่งมาจากปรัชญาของธาตุราศี คุณะ และ ฤดูกาล ซึ่งเกิดจากการผสมกันของ 4 คุณสมบัติหลัก คือ ร้อน (Hot), เย็น (Cold), เปียก (Wet), แห้ง (Dry)

ในขณะที่ธาตุดาวของโหราศาสตร์ไทย มาจากวิชาทักษา ยกตัวอย่างเช่น จันทร์ ทางโหราศาสตร์ไทยจัดเป็นธาตุดิน เมื่อมองในตารางทักษา(คู่ธาตุ) ก็จะเห็นว่าอยู่ตรงข้ามกับ พฤหัส ซึ่งก็จัดว่าเป็นธาตุดิน อาทิตย์ธาตุไฟ ก็อยู่ตรงข้ามกับ เสาร์ ธาตุไฟเช่นกัน

แต่พอมาทางฝั่งโหราศาสตร์สากล จันทร์ จัดเป็นธาตุน้ำ เพราะให้คุณสมบัติของธาตุน้ำที่ชัดเจนกว่า ไม่ว่าจะในเรื่องของอารมณ์ ความอ่อนไหว น้ำขึ้น น้ำลง ฯลฯ และเป็นเกษตรของราศีกรกฎ ธาตุน้ำ

ดาวเสาร์ ธาตุดิน ให้คุณสมบัติที่ แข็ง มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เชื่องช้า แต่คงที่ ตามคุณสมบัติของราศีมกร ธาตุดิน

What-Kind-of-Element-Are-You-Fire-Water-Earth-or-Air-1-1

จริง ๆแล้ว ปรัชญาการจัดลำดับธาตุดาว ทางฝั่งโหราศาสตร์สากล หรือ ยูเรเนียน (เพราะรากฐานเดียวกัน) จะสอดคล้องกับการจัดตำแหน่งเกษตรของดาวเคราะห์ที่มีคุณสมบัติของราศีใกล้เคียงกัน เช่น อังคาร ธาตุไฟ มีคุณสมบัติของความร้อน กระตือรือร้น การต่อสู้ อาการบวมอักเสบ บาดแผล ซึ่งที่กล่าวมา ก็เป็นคุณสมบัติของธาตุไฟ ตามราศีเมษอยู่แล้ว แต่ อังคาร ก็ครองเกษตรที่ราศีพิจิกด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นธาตุน้ำ แต่เป็น สถิระราศี (ธาตุน้ำระดับกลาง) ความร้อนแรงทางพฤติกรรมของพิจิก จึงอาจจะสู้เมษไม่ได้ พิจิก จึงแสดงออกไปในทาง ความมั่นใจ และ สม่ำเสมอ อุทิศตน เสียสละ มากกว่าเมื่อเทียบกับ เมษ ที่โผงผาง ระเบิดออกมาในตูมเดียว

ในทางปฏิบัติเพื่อการพยากรณ์ ยูเรเนียน ไม่ได้อาศัยธาตุของดาว ในการพยากรณ์ จะเน้นก็ตรงธาตุของราศีมากกว่า ธาตุดาวเ ป็นเรื่องที่ใช้ทำความเข้าใจปรัชญา และ ความหมายในการแปลดาวเท่านั้น ว่าควรจะมีทิศทางอย่างไร

เพราะฉะนั้น ถ้าโหรทั้งสองฝั่งคุยกัน และไม่ยอมปรับความเข้าใจกัน จะทำให้สื่อสารกันผิดอยู่บ่อย ๆ (เพราะ ธาตุดาวคนละแบบ) ทั้งที่จริง ๆ ก็ไม่มีฝั่งไหนผิด เพราะตำราสอนมาแบบนั้น

5 จะเรียนยูเรเนียน ต้องเก่งคณิตศาสตร์ ?

การที่วิชายูเรเนียน มีเทคนิกเฉพาะคือ สมการดาวจากคัมภีร์พระเคราะห์สนธิ ทำให้บางครั้งต้องมีการขึ้นรูปเป็นสมการต่าง ๆ นานา เช่น ยูเรนัส+อาพอลลอน-อาทิตย์ (อาจดูไม่คุ้นตาแน่ ๆ สำหรับโหรไทย) หรือบางทีก็ขี้เกียจพิมพ์ ขี้เกียจเขียน จึงใช้ตัวย่อเช่น UR+AP-SO และด้วยศัพท์แสงทางดาราศาสตร์บางคำ เช่น จุดเมอริเดียน หรือ ดาวทิพย์ต่าง ๆ นานา (ที่เป็นชื่อภาษาอังกฤษซะหมด) จนผู้ฟังเข้าใจไปเองว่าเป็นศัพท์ชั้นสูง เลยทำให้ภาพลักษณ์ของวิชายูเรเนียน ดูเข้าถึงได้ยาก พอ ๆ กับหนังอาร์ตเมืองคานส์

file-20180226-140213-yox11e.jpg

ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกเลยว่า ยูเรเนียน ไม่ได้ใช้อะไรมากมายนอกจาก บวก ลบ คูณ หาร ธรรมดา ๆ และ ในความเป็นจริงก็ไม่เคยมีใครห้ามใช้เครื่องคิดเลข จริงมั้ย ? คุณไม่จำเป็นต้องได้เกรด 4 วิชาคณิตศาสตร์อะไรขนาดนั้น ถ้าไม่ได้คิดจะเขียนโปรแกรม หรือ คำนวณปฏิทินใช้เอง

plus-minus-multiply-divide-mathematical-symbols-vector-10085753

ที่ยากหน่อยสำหรับยูเรนเนียน ก็เพียงแค่ปัจจัยที่ใช้มันอาจจะเยอะไปหน่อยเมื่อเทียบกับวิชาโหราศาสตร์สายอื่น ๆ เพียงแค่ จุดเจ้าชะตา 5 จุด พร้อมดาวเคราะห์ 8 ดวง แถมด้วยดาวทิพยอีก 8 ดวง รวม ๆ แล้วก็ 21 ปัจจัยในแต่ละชั้นดวง ซึ่งในทางปฏิบัติ วิชายูเรเนียนจะใช้ดวงถึง 3 ชั้น ที่แตกต่างกันในการพยากรณ์จร นั่นก็คือ

  1. ดวงกำเนิด (Radix ใช้ตัวย่อคือ r)
  2. ดวงโค้งสุริยยาตร์ (V1,V2 ใช้ตัวย่อคือ v)
  3. ดวงจร (transit ใช้ตัวย่อคือ t)
ดวง 3 ชั้น
ภาพตัวอย่าง ปัจจัยจากดวงทั้ง 3 ชั้น (Radix, V1 และ Transit)

ยกตัวอย่างเช่น เขียนเป็นสมการ ASt/NOt = JUt = MCv = URr+APr-SOr

(คนไม่เข้าใจจึงนึกว่าเขียนสูตรฟิสิกส์ ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่นะ กิ๊ฟ !!!) แต่เมื่อเราใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ถอดคำแปลทีละปัจจัยก็จะได้ว่า
ลัคนาจร/ราหูจร = พฤหัสจร = เมอริเดียนโค้ง = ยูเรนัสกำเนิด+อาพอลลอนกำเนิด-อาทิตย์กำเนิด

การติดต่อกับผู้อื่น = โชค ความสำเร็จ = สถานภาพ หรือ ตัวตน = นักโหราศาสตร์

พอเราแปลเป็นภาษาคนก็จะได้ประมาณว่า โชคหรือความสำเร็จจากการติดต่อกับผู้อื่นด้วยสถานภาพของการเป็นนักโหราศาสตร์ (ในกรณีที่เจ้าชะตาเป็นนักโหราศาสตร์นะ) หรือจะแปลกลับกันให้เหมาะสมกับสภาพการณ์เช่น เจ้าชะตาประสบความความสำเร็จหรือมีโชคหากต้องมีการติดต่อกับนักโหราศาสตร์

จะเห็นว่า กรรมวิธีการแปลนั้นค่อนข้างเรียบง่าย และ เป็นระบบระเบียบมากกว่าโหราศาสตร์แขนงอื่น ๆ และ มีข้อยกเว้นน้อยกว่าทางโหราศาสตร์ไทย (ปัจจัยอะไรที่สัมพันธ์กัน จับผสมความหมายได้เลย) สำหรับเด็กรุ่นใหม่ เวลามองดวงทั้ง 3 ชั้น ขอให้คิดซะว่าเป็น Layer ใน Photoshop จะเข้าใจง่ายกว่า

จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่า จริง ๆ แล้ว การจะเรียนวิชายูเรเนียนนั้น ไม่ต้องเก่งคณิตศาสตร์มากมาย แต่เป็นความเก่งในการใช้เหตุผลหรือตรรกศาสตร์เสียมากกว่า การพยากรณ์ในแบบของยูเรเนียน ห้ามใช้อารมณ์ความรู้สึก แต่ต้องตั้งสมมติฐานที่ชัดเจน และหาข้อสรุปที่สมเหตุสมผลจากสมการเหล่านั้น

**ถ้าต้องตรวจสมพงษ์ชะตา Synastry ด้วยเงื่อนไขช่วงเวลาจร เช่น ฤกษ์แต่งงาน อาจต้องใช้ถึง 5 ชั้น คือ 1 Transit, 2 โค้ง และ 2 Radix

6 มุมดี-มุมร้าย ?

ในเชิงปฏิบัติ ยูเรเนียนไม่มีคำว่า “มุมดี” หรือ “มุมร้าย” มีแค่ว่า “มุมแรง” กับ “มุมอ่อน” เพราะในเชิงปรัชญา ผลดี ผลร้าย อยู่ในความหมายดาวทุกดวงอยู่แล้ว มุม มีหน้าที่บ่งบอกว่า “มันสัมพันธ์กัน” ซึ่งจะแทนด้วยเครื่องหมาย = ในสมการ

step6img6-1024x607.jpg
ภาพจาก iordanus.com ตัวอย่าง “มุม” ที่ใช้ในโหราศาสตร์ไทย และ สากล พร้อมปรัชญาความหมาย

ส่วนคำว่า มุมแรง มุมอ่อน จะเป็นตัวแยกแยะว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีโอกาสเป็นไปได้มาก หรือ น้อย ตามลำดับความแรงของมุม เช่น 0 องศา > 180 องศา (ฮาร์โมนิคที่ 2) > 90 องศา (ฮาร์โมนิคที่ 4) > 45 องศา และ 135 องศา (ฮาร์โมนิคที่ 8) ชุดมุมนี้คือมุมแรง มันคือมุมตามจำนวนเท่าของทฤษฎีจตุรางคดล (Quadrant) ที่แบ่งโลกออกเป็น 4 ฤดูกาล และถือเป็นสุดยอด “รากเหง้า” แห่งวิชาโหราศาสตร์ทั้งปวงบนโลก

harmonic

ส่วนมุมที่อ่อนกว่านี้ เช่น ตระกูลมุม 22.5 องศา, 67.5 องศา 112.5 องศา และ 157.5 องศา ถือเป็นเรื่องราวเล็ก ปลีกย่อยในชีวิตที่อาจไม่สำคัญมากนัก (ไม่ตราตรึงใจ) เท่ากับมุมแรง คือใช้ได้ แต่พยากรณ์ออกไปแล้วบางทีไม่โดนใจผู้ฟัง

มุมอื่น ๆ เช่น มุม 30 องศา, 60 องศา และ 120 องศา ที่โหราศาสตร์สากลมองว่าเป็นมุมให้คุณ รวมไปถึงตระกูลมุม Quintiles เช่น 32 องศา, 72 องศา และ 144 องศา แม้แต่มุม 150 องศา ทางยูเรเนียน ไมได้ปฏิเสธว่ามันใช้ไม่ได้ แต่ให้น้ำพอ ๆ กับ มุมอ่อน และในทางปฏิบัติ เมื่อเราสร้างเงื่อนไขเป็น “ศูนย์รังสี” หรือ “จุดอิทธิพล” แล้ว “ไม่ควรใช้มุมอ่อน” ก็เลยไม่นิยมใช้กัน แต่ก็พอใช้ได้ในระดับปัจจัยเดี่ยว (นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ ท่านวิตเตอร์ พยายามตัดออก เพราะมุมในโหราศาสตร์สากล มีเยอะเกินไป)

เพราะฉะนั้นถ้าตรวจสมการแล้วเจอ “ปัจจัยเดี่ยว” สัมพันธ์ถึง “จุดเจ้าชะตา” ใน “มุมแรง” ละก็… บอกเลยว่ามาแน่ !!!

7 สายพระเคราะห์สนธิ และ สายเรือนชะตา ?

หลายคนเข้าใจผิดว่าวิชายูเรเนียนในไทยมีอยู่ 2 สาย คือ สายพระเคราะห์สนธิ กับ สายเรือนชะตา

จากการศึกษาของผู้เขียน พบว่า จริง ๆ แล้วไม่เชิงว่าแบ่งแยกเป็น 2 สายหรอก สุดท้ายทั้ง 2 ระบบ มันก็คือแนวทางของ ท่านวิตเตอร์ ทั้งสิ้น (โรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมบูร์ก ในรุ่นดั้งเดิม) อ. ประยูร ได้ให้เหตุผลว่า ทั้ง 2 ระบบ เป็นกรรมวิธีในการหาคำตอบซึ่งเป็นเอกเทศน์แก่กัน แต่สุดท้ายจะนำมารวมกันเพื่อหาข้อสรุปได้อย่างแม่นยำ

เพียงแต่ว่าในยุคสมัยถัดมา มีการประดิษฐ์จานคำนวน 90 องศา เพื่อใช้ในการหา ศูนย์รังสี และ จุดอิทธิพล ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียคือ ขณะที่ใช้จาน 90 องศา จะทำให้ไม่สามารถมองเห็น ราศี และ เรือนชะตาได้ บวกกับว่าเทคนิกพระเคราะห์สนธิ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในวงการโหราศาสตร์ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวิชายูเรเนียน (ระบบเรือนชะตาของยูเรเนียน ยังมีหลายส่วนใกล้เคียงกับโหราศาสตร์สากลอยู่) ทำให้คนที่ศึกษายูเรเนียนใหม่ ๆ มุ่งความสนใจไปที่ตัวพระเคราะห์สนธิกันหมด ความนิยมในตัวระบบเรือนชะตา จึงค่อย ๆ เลือนหายไป

90Dial70-6jqy

สำหรับประเทศไทยนั้น อ. พลตรีประยูร พลอารีย์ ได้เขียนหนังสือสำคัญไว้ 2 เล่มคือ “คัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ” และ “คัมภีร์สูตรเรือนชะตา” แต่เพราะเล่มคัมภีร์สูตรเรือนชะตา อ.ประยูร ท่านเขียนไว้ไม่จบ (อ. ประยูร เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2536) เนื้อหาบางส่วนจึงไม่สมบูรณ์นัก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เฉพาะตัวสูตรผสมความหมายของเรือนชะตา อ.ประยูร ได้เขียนไว้ในเล่ม “คัมภีร์พระเคราะห์สนธิ” อยู่แล้ว จึงทำให้ สูตรเรือนชะตา ยังไม่ถึงกับหายลับไปจากวงการทีเดียว (เพียงแต่หาอาจารย์สอนเรื่องนี้ได้ยาก)

36514991_2036293853050169_495693102028161024_n

8 เรือนชะตาเท่า หรือ เรือนชะตาไม่เท่า ?

อัลเฟรด วิตเตอร์ ได้ให้เหตุผลของระบบเรือนชะตาเท่า (Equal House System) ในโหราศาสตร์ยูเรเนียนว่า ง่ามมุมของจักรราศี (มุมฮาร์โมนิคที่ 12) มีคุณสมบัติโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว เรือนชะตาที่ใช้จึงไม่จำเป็นต้องไปแบ่งให้มันไม่เท่ากัน เพราะ “ปรัชญาของจักรราศี” ก็เทียบได้กับ “ปรัชญาของเรือนชะตา” อยู่แล้วนั่นเอง เช่น “เรือนที่ 1” มีคุณสมบัติบางส่วนเทียบได้กับ “ราศีเมษ” หรือ “เรือนที่ 4” มีคุณสมบัติบางส่วนเทียบได้กับ “ราศีกรกฎ” เป็นต้น

ซึ่งในยุคสมัยนั้น (หรือแม้กระทั่งตอนนี้) วิชาโหราศาสตร์สากลนิยมใช้เรือนชะตาแบบ “พลาซิดุส” (Placidus House System) แต่ปัญหาบางอย่างของเรือนชะตาพลาซิดุสก็คือ เมื่อนำระบบเรือนชะตานี้ไปใช้ในประเทศที่อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมาก ๆ จะส่งผลให้บางเรือนชะตานั้น มีค่าองศาที่กว้าง หรือแคบมากเกินไป

astro_w2gw_winter_solstice.21936.19874
รูปตัวอย่างเรือนชะตา Placidus จะเห็นว่า เรือนที่ 1 กับ 7 นั้นแคบมาก แต่ที่เรือนที่ 5 และ 11 ก็กว้างมากเป็นพิเศษ

และผลจากการใช้เรือนชะตาแบบ พลาซิดุส นั่นก็คือ ในหนึ่งเรือนชะตา สามารถคาบเกี่ยวกันได้ถึงสองราศี ทำให้นักโหราศาสตร์ชาวไทยมีความสับสนอยู่บ้าง เพราะโหราศาสตร์ไทยในบ้านเราจะใช้เรือนชะตาซ้อนราศี (Whole-Sign House System) โดยการนับ “ราศี” ที่ ลัคนาสถิตย์อยู่เป็น “เรือนชะตาที่ 1”

whole sign

แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า เรือนชะตาเท่า (Equal House System) ของยูเรเนียนจะเหมือนกับของโหราศาสตร์ไทยแต่อย่างใด (แม้จะเรือนละ 30 องศาเท่ากัน) เรือนชะตาเท่าของยูเรเนียน จะเริ่มนับจากจุดที่ใช้ตั้งต้นของเรือนชะตา (เช่น จุดเจ้าชะตา หรือ ดาวเคราะห์) และ นับไป 30 องศา เท่า ๆ กันในการแบ่งเรือน ผลก็คือ ยังมีความคาบเกี่ยวกันถึง 2 ราศี ในเรือนชะตาเดียวกัน คล้ายกับแบบเรือนชะตาพลาซิดุส แต่ความพิเศษของเรือนชะตาเท่าแบบยูเรเนียน นั่นก็คือ ทำให้ลัคนาไม่จำเป็นต้องอยู่ในเรือนที่ 1 หรือ เมอริเดียน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเรือนที่ 10 เสมอไป (ขึ้นอยู่กับเรือนชะตาที่เลือกใช้)

equal house

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ประเทศไทย อยู่บนเส้นละติจูดที่ 13 องศาเหนือกว่า ๆ ทำให้ความห่างระหว่างเมอริเดียน และ ลัคนา อยู่ราว ๆ 90 องศา (บวกลบนิดหน่อย) เวลาที่ตั้งเรือนชะตาเมอริเดียน จุดลัคนา จึงมีโอกาศอยู่ในเรือนที่ 1 หรือ เรือนที่ 12 ซึ่งโดยมาก คนที่จุดลัคนาอยู่ในเรือนที่ 12 มักอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างต้องการความเป็นส่วนตัว หรือมีลักษณะเก็บตัว ที่บ้านมักไม่ค่อยมีคนไปมาหาสู่ เมื่อเทียบกับคนที่มีจุดลัคนา อยู่เรือนที่ 1 เป็นต้น (กรรมวิธีการอ่านแบบนี้ ไม่สามารถทำได้โดยใช้เรือนชะตาพลาซิดุส)

ข้อสงสัยอีกบางประการของผู้เริ่มต้นศึกษายูเรเนียนใหม่ ๆ ก็คือ เรือนชะตาเมอริเดียนในบางโปรแกรม ไม่ใช่เรือนเท่า !? ข้อนี้ผู้เขียนคาดว่าเป็นอิทธิพลแนวคิดของเรือนชะตาเมอริเดียนแบบดั้งเดิมของ เดวิด โคป (David Cope) นักโหราศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ในช่วงศตวรรษที่ 19

ขณะเดียวกัน ทางโรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมบูร์ก ได้ให้เหตุผลว่า เรือนชะตาเมอริเดียนนี้เกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง เพราะฉะนั้น โครงสร้างของเรือนชะตา จึงต้องเป็นเรือนเท่าบนเส้นศูนย์สูตรฟ้า คือการหา ไรต์แอสเซนชัน บวกไปอีก 2 ชั่วโมง ต่อ 1 เรือนชะตา (อยู่ในขั้นตอนการหาพิกัดเมอริเดียน RAMC : Right Ascension of the Medium Coeli) ก่อนจะพิกัดองศาลงมาบนจานคำนวณ (ด้วยตารางเรือนชะตา Table of Houses) ส่วนเรือนชะตาอื่น ๆ ให้ใช้เป็นเรือนแบบเท่าปกติ

แต่ผลต่างของความไม่เท่ากันเรื่ององศานี้ อยู่เพียงราว ๆ 3 องศาเท่านั้น ซึ่งหากต้องใช้เรือนชะตาเมอริเดียนแบบที่ว่านี้ จะทำให้การหมุนจาน 360 องศา ลำบากมากขึ้น ในทางปฏิบัติจึงไม่ค่อยนิยมใช้กันนัก (สำหรับโหรยูเรเนียนที่ชอบหมุนจาน) และ บางสำนักที่เน้นสอนพระเคราะห์สนธิ ก็ไม่ได้มีปัญหากับความไม่เท่ากันของเรือนชะตาเมอริเดียน (เพราะไม่ได้ใช้)

**ในส่วนของเรือนชะตาเมอริเดียนแบบไม่เท่า ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า (ส่วนตัวนะ ส่วนตัวมาก) ดูย้อนแย้งกับปรัชญาพื้นฐานของ อัลเฟรด วิตเตอร์ ที่พยายามทำให้ ระบบระเบียบ กรรมวิธีทุกอย่างดูเรียบง่ายภายใต้ปรัชญามุมฮาร์โมนิค และถ้าในทางปฏิบัติเมื่อต้องทำเช่นนั้นจริง ทำไมวิตเตอร์จึงสร้างจาน 360 องศาขึ้นมา ? ทำไมไม่แยกระบบจานเรือนชะตาเมอริเดียนออกมาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทำได้ไม่ยาก ? ผู้เขียนจึงนิยมใช้เรือนชะตาเมอริเดียนแบบเท่า ตามจานหมุน 360 องศามากกว่า ซึ่งเรื่องนี้คงต้องให้ผู้อ่านช่วยกันศึกษาค้นคว้า วิจัยกันต่อไป

9 พระเคราะห์สนธิ แม่นกว่า เรือนชะตา ?

มีโหรบางท่านบอกว่า “ระบบพระเคราะห์สนธิ” แม่นยำกว่า “ระบบเรือนชะตา” จริง ๆ ควรจะบอกว่า ระบบพระเคราะห์สนธิ ให้ความหมายที่จำเพราะเจาะจงมากกว่าระบบเรือนชะตาต่างหาก ถ้าเปรียบทั้ง 2 ระบบนี้เป็นมีด ก็คงจะเป็นมีดที่มีไซส์ขนาดต่างกัน ใช้งานต่างกันตามแต่ละโอกาส

คุณไม่ควรเอามีดผ่าตัดไปผ่าฟักทองฉันใด ก็ไม่ควรเอามีดปังตอไปปลอกเปลือกผลไม้ฉันนั้น

ในการพยากรณ์ดวงชะตา ควรเริ่มจากมองภาพกว้าง ๆ หาโครงสร้างที่น่าสนใจจากระบบเรือนชะตาก่อน เพื่อตั้งสมมติฐาน จะได้เป็นการตัดสูตรพระเคราะห์สนธิที่ไม่จำเป็นออกไป (ลดภาระในการเจอกองทัพสมการ) เช่น การตั้งเรือนชะตาอาทิตย์ นั่นย่อมหมายถึง บุคคลเพศชายที่สำคัญต่อตัวเจ้าชะตาด้วย ยกตัวอย่างกรณีนี้ว่าดวงชะตานี้เป็นผู้หญิง เรือนชะตาอาทิตย์ ย่อมครอบคลุมไปถึง พ่อ สามี พี่ชายน้องชาย ปู่ ตา ลุง ฯลฯ แต่หลังจากที่อ่านปัจจัยคร่าว ๆ ในเรือนชะตาอาทิตย์แล้ว จึงค่อยจำเพาะเจาะจงว่าผู้ชายคนที่ว่านี้ จะเป็นใครได้บ้าง เช่น สามี(อาทิตย์/อังคาร) หรือ บิดา (โครโนส+คิวปิโด-อาทิตย์) เมื่อเจอคำตอบที่น่าสนใจจากพระเคราะห์สนธิ และมีทิศทางสอดคล้องกับระบบเรือนชะตา จึงสรุปข้อยุติเป็นคำพยากรณ์

เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าใช้ระบบไหนดีกว่ากัน แม่นกว่ากัน ? มันก็ควรใช้ทั้งคู่ แต่เลือกใช้เครื่องมือให้ถูกกับประเภทงาน และจังหวะเวลาจะดีกว่านะ แน่นอนว่า ระบบเรือนชะตา ก็มีจุดเด่นซึ่งพระเคราะห์สนธิ ทำไม่ได้เหมือนกัน เช่น การสืบหาข้อมูลโคตรเหง้าสาแหรกทั้งตระกูล โดยอาศัยดวงกำเนิดดวงเดียว เป็นต้น เช่น พี่ของแฟน พ่อของแม่ น้องของยาย ฯลฯ และอีกสารพัด (ในความเป็นจริง แค่จะหาคนสอนระบบเรือนชะตา ณ ปัจจุบันนี้ ยังหาไม่ค่อยจะได้เลย

10 เรือนชะตาหลัก และ เรือนชะตาอนุเคราะห์

ที่จริงความหมายในระบบเรือนชะตาของยูเรเนียน ก็มาจากโหราศาสตร์สากล ซึ่งสอดคล้องกับโหราศาสตร์ทั่วโลก รวมไปถึงโหราศาสตร์ไทยด้วย (มีต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่หลัก ๆ เหมือนกัน) ซึ่งโดยปกติแล้วโหราศาสตร์ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับ “ลัคนา” มากที่สุด และใช้เป็นจุดตั้งต้นในการแบ่งเรือนชะตา แต่สำหรับยูเรเนียนแล้ว เรือนชะตาที่สำคัญที่สุดคือ “เรือนชะตาเมอริเดียน” เมื่อตั้งเรือนะตาเมอริเดียนแล้วยังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ จึงไล่ไปยังเรือนชะตาอื่นที่สำคัญรองลงมา (เรือนชะตาอนุเคราะห์) คือ เรือนชะตาลัคนา, เรือนชะตาอาทิตย์ (หากเจ้าชะตาเป็นผู้ชาย) , เรือนชะตาจันทร์ (หากเจ้าชะตาเป็นผู้หญิง) และ เรือนชะตาราหู (ซึ่งเน้นไปที่เรื่องความสัมพันธ์ซะมากกว่า) สำหรับประเทศไทย ผลต่างค่าองศาของเรือนชะตาเมอริเดียน และ เรือนชะตาลัคนา ไม่ได้ต่างกันมากนัก (เกือบจะ 90 องศากันอยู่แล่ว) จึงอนุโลมให้อ่านแค่เรือนชะตาเมอริเดียนอย่างเดียวก็พอได้ เพื่อความรวดเร็ว

ec5954413d56b58d211f169a95726b91

แม้ว่าจะมีเรือนชะตาให้เลือกใช้ถึง 5 รูปแบบ(ในเบื้องต้น) แต่เชื่อเถอะว่า สำหรับบางคำถาม ก็ยังไม่เจอคำตอบจากเรือนทั้ง 5 ก็มี เมื่อถึงจุดนี้ สูตรเรือนชะตาจึงเริ่มเข้ามามีบทบาท เช่น คำถามเกี่ยวกับเรื่องการเงิน หมุนหาเรือนที่ 2 ยังไงก็ไม่เจอดาวสักที เราอาจจะตั้งเรือนชะตาดาวศุกร์ แล้วไปเน้นอ่านเรือนที่ 2 กับ 10 เลยก็ได้ ซึ่งจะเน้นถึง ลีลาการได้มาซึ่งทรัพย์สิน หรือ ภาระในการหารายได้ของชีวิต

ถ้าคำถามคือ จะประสบความสำเร็จในการหารายได้อย่างไร ? อาจจะเลือกตั้งเรือนชะตาพฤหัส และ ดูในเรือนที่ 2 (หลักการผสมสูตรเรือนชะตา จะคล้าย ๆ การผสมดาวของพระเคราะห์สนธิ)

หากจะว่าไปแล้ว ปัญหาของสูตรพระเคราะห์สนธิคือ “กองทัพสมการ” ปัญหาของสูตรเรือนชะตาก็คงจะเป็น “คฤหาสน์หลังโต” 21 ปัจจัย (ไม่นับเมษ) x 12 เรือน เท่ากับบ้านที่มี 252 ห้อง !!! ที่เราไม่รู้ว่าจะเริ่มค้นหาคำตอบจากห้องไหนก่อนดี ? เพราะฉะนั้นควรจะตั้งเงื่อนไขที่ต้องการหาคำตอบทุกครั้ง ก่อนจะใช้สูตรเรือนชะตา

ถ้า 1 คำถาม สามารถหาได้จากหลายห้อง (เรือน) ก็แนะนำว่าอ่านมันทุกห้องที่เกี่ยวข้อง (เรือนไหนไม่เกี่ยวก็ไม่ต้องยุ่ง) และ นำคำตอบที่ได้จากแต่ละห้อง มาเขียนเป็นประโยค ไล่เขียนไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ อ่านสังเคราะห์รวมกันก็จะเจอคำตอบ (เหมือนเกมต่อจิ๊กซอว์) และตรวจการบ้านด้วยพระเคราะห์สนธิอีกรอบ ก็จะถือว่าแม่นยำเลยทีเดียว

ข้อเสียของนักโหราศาสตร์มือใหม่คือ “ยาวไป ไม่อ่าน” ใจร้อน ต้องการคำตอบเร็ว ๆ ต้องการสูตรสำเร็จ จึงละทิ้งเรื่องของเรือนชะตาที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง นั่นจึงทำให้พวกเขาตกเป็นทาสของสูตรพระเคราะห์สนธิ ซึ่งคิดว่ามันง่าย ตายตัวและตรงประเด็นที่สุด เมื่อพวกเขาเข้าสู่สนามรบครั้งแรกพร้อมสูตรพระเคราะห์สนธิ (ประหนึ่งว่าเป็นตำราพิชัยสงครามศักดิ์สิทธิ์ ซุนวู) แน่นอนว่าพวกเขาต้องรับมือกับกองทัพสมการ นับพันจุด !!! แล้วก็ล้มหายตายจากไปในที่สุดสำหรับแวดวงยูเรเนียน

**ตัวผู้เขียนไม่ได้ศึกษาโหราศาสตร์ไทยสาย สิบลัคนา แต่คาดว่า หลักการใช้เรือนชะตาดาวเคราะห์ น่าจะมาจากหลักแนวคิดคล้ายกัน

หลังจากทำความเข้าใจกับ 10 ข้อที่ผ่านมานี้ เชื่อว่าผู้อ่านน่าจะแก้ไขความเข้าใจบางอย่างที่ผิดไปจากตัวบทวิชาของยูเรเนียนได้พอสมควร หลายท่านอาจจะกลับไปรื้อหนังสือ คัมภีร์พระเคราะห์สนธิ กลับมาอ่านใหม่อีกรอบซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะพบว่า ส่วนใหญ่เปิดไปอ่านแต่หน้าหลัง ๆ ที่เป็นสูตรดาว หน้าแรก ๆ ไม่ค่อยได้อ่านกัน จึงทำให้มองข้ามเรื่องเรือนชะตาไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเมื่อลองใช้เรือนชะตาแล้วจะพบว่า “สนุกสนาน” และเป็นประสบการณ์ต่อยอดไปศึกษาในเรื่องของวิชาโหราศาสตร์กาลชะตา (Horary) ได้เป็นอย่างดี

คัมภีร์สูตรเรือนชะตา ใช้ได้จริงหรือไม่ ?

36514991_2036293853050169_495693102028161024_n.jpg

ตำราที่นักศึกษาวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนทุกคนต้องมีติดตัว เห็นจะหนีไม่พ้นคือ “คัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ” โดย พลตรี ประยูร พลอารีย์ เป็นหนังสือปกสีน้ำเงินซึ่งคงจะเปรียบได้กับคัมภีร์ไบเบิลสำหรับการเรียนวิชา “โหราศาสตร์ยูเรเนียน” ในไทยเลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่าทุกคนก็ต้องผ่านตากับหนังสือฝาแฝดปกแดงที่ชื่อว่า “คัมภีร์สูตรเรือนชะตา” แต่เนื้อหาวิชาในนั้นกลับเป็นปริศนา และไม่ค่อยถูกนำมาสอนในสำนักต่าง ๆ แม้กระทั่งสำนักฮัมบูร์ก ต้นตำรับของเยอรมัน ก็ตัดหลักสูตรเรือนชะตาออกไปเน้นที่ตัวพระเคราะห์สนธิ และจานคำนวณ 90, 45 องศา แทน

90Dial70-6jqy
จานคำนวณ 90 องศา

จริงอยู่ที่ว่า คัมภีร์สูตรเรือนชะตานั้น เป็นผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ของ อ. ประยูร เพราะท่านเสียชีวิตก่อนที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จ แต่จากการศึกษาวิชายูเรเนียนของตัวผู้เขียนเอง ซึ่งเคยศึกษาจากระบบอื่นมาก่อน และปัจจุบันได้หันมาศึกษาทางสายของ อ. ประยูร (โดย อ. วิโรจน์ กรดนิยมชัย) พบว่า ทฤษฎีเรือนชะตานั้น ยังคงใช้งานได้อย่างร่วมสมัย และแยบคาย แต่ออกจะยากไปสักเล็กน้อยสำหรับมือใหม่ (รวมถึงตัวผู้เขียนเองที่ยังสั่งสมประสบการณ์ไม่มากพอ) เพราะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ “ปรัชญาราศี และ เรือนชะตา” อย่างช่ำชอง

แน่นอนว่า ความตั้งใจเดิมของ อ. ประยูร ไม่ได้ต้องการจะแบ่งสายการศึกษายูเรเนียนเป็น สายพระเคราะห์สนธิ และ สายเรือนชะตา ออกจากกันแต่อย่างใด แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนควบคู่กันไป จึงจะเรียกได้ว่าศึกษาวิชายูเรเนียนอย่างแท้จริง ตามทฤษฎีเรือนชะตาของท่าน อัลเฟรด วิตเตอร์ (Alfred Witte)

บางจุดก็เป็นทฤษฎีเก่า บางจุดก็เป็นทฤษฎีใหม่

36476750_2036233399722881_1546166240622411776_n

หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวมบทความต่าง ๆ ของ อ. ประยูร โดยลูกศิษย์ของท่าน (เพื่อให้เพียงพอต่อการพิมพ์เป็นรูปเล่ม) เพราะฉะนั้นเนื้อหาในหนังสือจึงมีหลายส่วนที่กล่าวซ้ำซ้อนกันอยู่หลายจุด และกระจัดกระจาย บางจุดก็เป็นทฤษฎีเก่า บางจุดก็เป็นทฤษฎีใหม่ เพราะขาดการตรวจความสอดคล้องต้องกันของเนื้อหา และตัดส่วนที่ซ้ำซ้อนออกไป

เรื่องเรือนชะตาเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องใช้ประสบการณ์ จึงจะทำความเข้าใจทฤษฎีเรือนชะตาของวิตเตอร์ได้ (แม้แต่ อ.ประยูร เองก็ยังกล่าวไว้ว่ามีส่วนคล้ายกับโหราศาสตร์กาลชะตา : Horary) และในความเป็นจริง สูตรเรือนชะตาของ อ.ประยูร ได้เขียนไว้ในพระเคราะห์สนธิเรียบร้อยแล้วด้วย แก่นเนื้อหาจริง ๆ ของ คัมภีร์สูตรเรือนชะตานี้ จึงเป็น “วิธีการใช้สูตร” ซึ่งมีอยู่ไม่กี่หน้าของหนังสือเล่มนี้

เพียงแต่ผู้อ่านควรต้องมีประสบการณ์เพียงพอ

ที่จะแยกเนื้อหาบทความของ อ. ประยูร

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคัมภีร์เล่มนี้ซึ่งไม่สมบูรณ์แล้วจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เลย กลับกัน หนังสือเล่มนี้ได้บรรจุองค์ความรู้และเคล็ดลับบางอย่างเอาไว้ เพราะมันเป็นหนังสือที่รวบรวมงานเขียนของ อ. ประยูร ซึ่งเป็นเกล็ดความรู้จากประสบการณ์ของตัว อ. ประยูร เอง เช่น ปรัชญา ราหู 3 ดวง, ดาวอรุณ-ดาวสนธยา, ดาวสันโดษ, ดาวเด่นในดวงชะตา, เรือนชะตาสะท้อน, ราศีสะท้อนแกน สิงห์-กุมภ์ ฯลฯ

เพียงแต่ผู้อ่านควรต้องมีประสบการณ์เพียงพอที่จะแยกเนื้อหาบทความของ อ. ประยูร ว่าตัวไหนเป็นบทความเก่า ตัวไหนเป็นบทความใหม่ ส่วนไหนเป็นการกล่าวอ้างทฤษฎีทางโหราศาตร์ในสมัยโบราณ ส่วนไหนเป็นกรรมวิธีที่ อ. ประยูร ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ช่วงสมัยของ อ. ประยูร) และบทความไหน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ วิธีการใช้สูตรเรือนชะตา

เพราะคำถามเดียวกัน สามารถหาตำตอบได้จากทั้งสองกรรมวิธี

“สูตรเรือนชะตา” และ “สูตรพระเคราะห์สนธิ”

“สูตรเรือนชะตา” เป็นรูปแบบกรรมวิธีในการหาคำตอบจากดวงชะตา ซึ่งสามารถแยกออกจาก ระบบกรรมวิธีของ “สูตรพระเคราะห์สนธิ” ได้เป็นเอกเทศ เพราะคำถามเดียวกัน สามารถหาตำตอบได้จากทั้งสองกรรมวิธี เช่น
หากต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน คุณต้องทำหรือปฏิบัติตัวอย่างไร ?

กรรมวิธีทั่วไปของระบบเรือนชะตา คือ

  • ควรอ่านในพื้นดวงว่า เรือนที่ 10 (ใช้เรือนชะตาเมอริเดียนเป็นหลัก) มีดาวอะไร ? และ อยู่ในราศีอะไร ? เมอริเดียน ทำมุม Aspect กับดาวอะไร ? เพื่อหาภาพรวมของสถานภาพอาชีพการงานก่อน (อ่านลัคนา กับเรือนที่ 1 ประกอบด้วย ว่าเจ้าชะตาปรากฎตัวต่อสิ่งแวดล้อมด้วยลักษณะใด)
  • ในขณะเดียวกัน พฤหัส อยู่ในราศี และ เรือนใด ?
  • จากนั้นจึงตั้งเรือนชะตาพฤหัส และดูในเรือนที่ 10 ว่าปรากฎดาวอะไร ? อยู่ในราศีอะไร ?
  • และสามารถใช้ Complex 1-4-7-10, ทฤษฎีเรือนชะตาสะท้อน หรือ ใช้เส้นแบ้งเรือนผสมความหมายของราศี เพื่อขยายความเพิ่ม หากไม่ปรากฎดาว หรือ คำใบ้ใด ๆ เพิ่มเติม
  • ตรวจดาวที่วิ่งเข้าหา หรือ วิ่งออกจาก เมอริเดียน และ พฤหัส เช่น หน้าที่การงานนำไปสู่อะไร ? หรือ ดาวอะไรนำไปสู่ความสำเร็จ ?

เมื่อได้กลุ่มวลี ของคำพยากรณ์แล้ว จึงเก็บไว้ และ นำไปยืนยันสมมติฐานอีกหนึ่งชั้น ด้วยกรรมวิธีระบบพระเคราะห์สนธิ ซึ่งโดยมากก็จะสอดคล้องกัน จึงทำให้คำพยากรณ์นั้นละเอียดรัดกุม ทั้งในมิติที่กว้าง (เรือนชะตา) ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อยเล็ก ๆ (พระเคราะห์สนธิ) ตามหลักปรัชญาของ เกอเธ่ (Geothe-Wort) “แยกเสียก่อน แล้วรวมทีหลัง” คือการแยกพิจารณาในทุกแง่มุมของกรรมวิธีทางโหราศาสตร์ก่อน และนำมารวมสรุปเพื่อหาข้อยุติ

ดังที่ อ. ประยูร กำชับเสมอว่า “อ่าน(ดวงชะตา)ก่อน พยากรณ์ทีหลัง”

ระบบเรือนชะตามีความยืดหยุ่นกว่าสำหรับบางคำถาม

และด้วยขอบเขตความกว้างของ “ระบบเรือนชะตา” ซึ่งบางทีก็มิได้จำกัดอยู่แค่ตัวผู้ถูกพยากรณ์เพียงคนเดียว ถ้าเราอยากทราบเรื่องที่พิศดารขึ้นไปอีกนิด โดยที่ไม่เกี่ยวกับตัวเราเท่าไหร่นัก เช่น
ผู้หญิงที่สำคัญต่อเจ้าชะตา (เช่น มารดา ภรรยา ลูกสาว ฯลฯ) มีรูปแบบของการหารายได้เช่นใด ?

  • เราอาจจะตั้งเรือนชะตาจันทร์ เป็นหลัก และดูเรือนที่ 2 (รายได้) ว่าปรากฎดาวอะไรบ้าง ?
  • หรือหากเน้นไปที่ ภรรยา คู่ครอง ก็สามารถตั้ง เรือนที่ 7 (คู่ครอง) เป็น 1 และ อ่านเรือนถัดไป ซึ่งเป็นเรือนที่ 2 (รายได้) ของ เรือนที่ 7 (คู่ครอง)
  • เราสามารถตั้งเรือนใดก็ตามเป็นเรือนที่ 1 แล้วอ่านย่อยลงไปใน 12 สภาวะของเรื่องนั้น ๆ

กลับกัน คำถามแบบนี้จะหาคำตอบได้ยากถ้าใช้แต่ “พระเคราะห์สนธิ” เพียงอย่างเดียว จึงทำให้ระบบเรือนชะตามีความยืดหยุ่นกว่าสำหรับบางคำถาม

Image_04e337c.jpg
ตัวอย่างการผสมความหมายของเรือนชะตาในหนังสือ Horary Astrology by Alan Leo จะสังเกตว่าเป็นความคล้ายคลึงกันในการตั้งเรือนชะตาให้ถูกต้องตรงกับเรื่องที่ต้องการทราบ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์เฉพาะตัวสูง

และอีกหนึ่งจุดเด่นของระบบเรือนชะตาก็คือ สามารถขยายความเพิ่มเติมจาก “สูตรพระเคราะห์สนธิ” ได้ เช่น
นาย A และ นาย B มี ยูเรนัส/อาพอลลอน=อาทิตย์ ทั้งคู่ ซึ่งก็แปลว่า เป็นนักโหราศาสตร์ทั้งคู่

แต่ทั้ง A และ B กลับมี ยูเรนัส+อาพอลลอน-อาทิตย์ อยู่คนละเรือนชะตา และ ราศี ซึ่งทำให้รูปแบบหรือลีลาการเป็นนักโหราศาสตร์ของทั้งคู่ต่างกัน เช่น จุดโหรในเรือนที่ 9 อาจมีลักษณะเป็นนักโหราศาสตร์เชิงวิชาการหรือปรัชญา ส่วนจุดโหรในเรือนที่ 7 อาจจะมีลักษณะของการเป็นนักโหราศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความรักเป็นหลัก หรือ มีคนรักเป็นนักโหราศาสตร์ด้วยเช่นกัน

เรือนชะตา เป็นเรื่องที่ต้องพลิกแพลง และใช้ประสบการณ์สูง

นอกจากนี้ เรือนชะตา ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการอ่าน transit ได้ เช่น การนำเอาทฤษฎีเรือนชะตาสะท้อน (เมอริเดียน และ ลัคนา) ไปอ่านในดวงทินวรรษ ดวงอมาวสี ดวงสงกรานต์ หรือ แม้กระทั่ง สงกรานต์ดาวพระเคราะห์ เป็นต้น เพื่อหาภาพกว้างของเหตุการณ์ในช่วงนั้น ๆ ว่าเกี่ยวข้องกับ เรือนชะตาใดเป็นหลัก

จะเห็นได้ว่า เรือนชะตา เป็นเรื่องที่ต้องพลิกแพลง และใช้ประสบการณ์สูง จึงจะสามารถตั้งเรือนชะตาได้ถูกต้องตรงกับคำถาม นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมจึงหาตัวผู้สอนหลักสูตรเรือนชะตาของยูเรนียนได้ยากมากในปัจจุบัน

ก็จริงอยู่ ว่าเทคนิกเรือนชะตานั้นเป็นของเก่า มีมาแต่ดั้งเดิมของ โหราศาสตร์สากล (Classical Astrology) แล้ว ซึ่งเทียบกับ “สูตรพระเคราะห์สนธิ” ซึ่งดูจะเป็นของใหม่ และเป็นจุดเด่นของสำนักฮัมบูร์ก (Hamburg School of Astrology) จนกลายเป็น “จุดขาย” หรือ Trademark ในการประชาสัมพันธ์ตัววิชา “โหราศาสตร์ยูเรเนียน” ให้แตกต่างจากโหราศาสตร์สากลทั่วไป
แต่นั่นคือเหตุผลที่เพียงพอแล้ว ในการที่เราต้องทิ้งระบบเรือนชะตาจริงหรือ ?

หัวใจสำคัญคือการนำระบบเรือนชะตา มาประยุกต์ใช้กับปรัชญามุมฮาร์โมนิก ของท่าน วิตเตอร์ ต่างหาก นั่นจึงเป็นระบบเรือนชะตาในแบบยูเรเนียนจริง ๆ

หากนักโหราศาสตร์ยูเรเนียน เลือกที่จะปฏิเสธเรื่องเรือนชะตา และหันไปใช้สูตรพระเคราะห์สนธิเพียงอย่างเดียวแล้วล่ะก็… ก็เหมือนคนหลับตาหนึ่งข้าง ซึ่งไม่สามารถมองอะไรได้ “กว้าง” เท่าคนที่ลืมตาทั้งสองข้างอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ

นักโหราศาสตร์ยูเรเนียนที่ดีจึงควรต้องรู้ว่า
เมื่อไหร่ที่จำเป็นต้องใช้ สูตรเรือนชะตา
เมื่อไหร่ที่จำเป็นต้องใช้ สูตรพระเคราะห์สนธิ

ดังที่ อ. ประยูร ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์สูตรเรือนชะตาว่า “นักโหราศาสตร์ที่แท้จริงเขาจะมีความรู้สึกอยู่เสมอว่าฟ้าคือสิ่งที่มีชีวิต การอ่าน ฟ้า ต้องอาศัยความอลุ้มอล่วยหรือพบกันครึ่งทางจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เขาจะไม่อ่านแบบดันทุรังไปโดยไม่มีการคำนึงถึงว่าดวงชะตานั้น ๆ จะให้ข้อมูลที่ต้องการทราบได้หรือไม่”

ดวงคู่รัก บุพเพสันนิวาส เกิด-ตาย วันเดียวกัน

1_aP_eN-y4RUyyvg2onGHECg.jpeg

อันว่า “คู่แท้” หรือ “บุพเพสันนิวาส” คน 2 คน จากต่างบิดา มารดา จะมาพบกัน ลงรอยกัน ผูกสมัครรักใคร่กันนั้น พวกเขาทั้งคู่ต่างย่อมต้องมีวาสนาที่ดีต่อกันในอดีตชาติ เรื่องของบุพเพฯ นั้น อยู่คู่กับสังคมไทยมาแต่ช้านาน ด้วยอิทธิพลความเชื่อทางศาสนา ในเรื่องของ “กรรม” และ คำสอนของพระพุทธองค์ แม้แต่ความเชื่อที่ว่า เนื้อคู่ คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน ในฐานะผู้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ผู้เขียนเองเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่กลับหากรณีศึกษาจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้ได้ยากเหลือเกิน

“บุคคลผู้ซึ่งเกิดในช่วงเวลาที่มีปรากฏการณ์สำคัญบนท้องฟ้า ชีวิตของเขาย่อมส่งอิทธิพลบางอย่างที่สำคัญต่อคนในสังคมนั้น ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

จากข่าวสุดสะเทือนใจ กรณีของคู่รักที่เกิด วัน เดือน ปี เดียวกัน และ เสียชีวิตพร้อมกันทั้งคู่ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถือว่าส่งอิทธิพลมากระดับหนึ่งต่อสังคม โดยเฉพาะวงการสื่อสารมวลชน ที่สงสัยว่าเหตุใดน้องทั้ง 2 คนนี้ จึงมีรูปแบบชีวิตและชะตากรรมที่สอดคล้องกันมาก ซึ่งตรงจุดนี้สามารถอธิบายความเข้าใจได้ด้วยความรู้ทางวิชาโหราศาสตร์ และไปย้ำรอยกับทฤษฎี อาตมัน-ปรมาตมัน

“บุคคลผู้ซึ่งเกิดในช่วงเวลาที่มีปรากฏการณ์สำคัญบนท้องฟ้า ชีวิตของเขาย่อมส่งอิทธิพลบางอย่างที่สำคัญต่อคนในสังคมนั้น ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ทางผู้เขียนเห็นว่านี่คือกรณีศึกษาที่ไม่ได้พบเห็นได้โดยปกติ และเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมากสำหรับ โหราศาสตร์ยูเรเนียน แม้จะยังไม่ได้ขออนุญาตอย่างเป็นทางการจากญาติทั้ง 2 ฝั่งของน้อง แต่ทางผู้เขียนขอแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของน้องทั้ง 2 คน ประหนึ่งอาจารย์ที่มอบความรู้ให้ทั้งตัวผู้เขียนและผู้อ่าน และหากบทความนี้สร้างความไม่สบายใจแก่ญาติของน้อง ๆ ผู้เขียนขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ และสามารถติดต่อขอให้เอาบทความนี้ออกได้ครับ

“As Above, So Below”

“เบื้องบนเป็นเช่นไร เบื้องล่างก็ย่อมเป็นเช่นนั้น”

จากข้อมูล น้องทั้งคู่ เกิดวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2540 ซึ่งในกรณีนี้เราไม่ทราบเวลาเกิดจริง ทราบเพียงว่า เกิดเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นหมายความว่า ลัคนา ของทั้งคู่ย่อมสัมพันธ์กัน เรือนชะตาย่อมสัมพันธ์กัน และเมื่อเกิดในวันเดียวกัน อาทิตย์ ย่อมต้องอยู่ในองศาเดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อดาวดวงใดดวงหนึ่งทำมุม ต่อลัคนา เมอริเดียน และ อาทิตย์ พวกเขาทั้งคู่ ย่อมได้รับผลกระทบไปพร้อม ๆ กัน
หากลองมองย้อนปรัชญาของวิชาโหราศาสตร์ที่ว่า

“As Above, So Below”

“เบื้องบนเป็นเช่นไร เบื้องล่างก็ย่อมเป็นเช่นนั้น”

เมื่อการจากไปของน้องทั้งคู่ สร้างผลกระทบต่อจิตใจของคนในสังคมเป็นอย่างมาก จึงเกิดสมมติฐานว่า ณ เวลาที่น้องเกิด พวกเขาปรากฏบนโลกใบนี้ด้วยอิทธิพลในระดับ “ปรมาตมัน” ตั้งแต่ต้นแล้ว นำไปสู่คำถามสำคัญก็คือ…

ในวันที่น้องทั้งคู่เกิดนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนมีปรากฏการณ์สำคัญใดบ้าง ?

จะเห็นได้ว่า น้องทั้งคู่เกิดในวัน อมาวสี หรือ วันจันทร์ดับ (New Moon) คือ วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2540 จากปรัชญามูลฐานทางโหราศาสตร์ ที่ว่า “As Above, So Below” จึงเลือกเวลา “จุดอมาวสี” มาใช้แทนเวลาเกิด ซึ่งน่าจะปรากฏข้อมูลอะไรบางอย่างในดวงชะตาของทั้งคู่ เพราะคนที่เกิดในช่วงเวลานี้ ก็ย่อมได้รับอิทธิพลของ “ดวงอมาวสี” ในรอบนั้นติดตัวไปกับชีวิตด้วยเช่นกัน
จุดอมาวสี ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2540 คือเวลา 14:03

2018-03-19-20-34-21 ตั้งเรือน เมอริเดียน.png

“ประสบอุบัติเหตุ ร่วมกับผู้อื่น”

เมื่อตั้งเรือนชะตาเมอริเดียน จะพบ พุธ แอดเมตอส ในเรือนที่ 8

02.jpg

การสูญเสีย การสละออกไปในชีวิตของเจ้าชะตา เกี่ยวของกับ ดาวพุธ และ แอดเมตอส หรือก็คือ การเดินทาง และ การบีบอัด แรงกระแทก หรือ การตรึงอยู่กับที่ ไม่สามารถขยับไปไหนได้

หากตรวจมุมสัมพันธ์ดาวลงไปอีก จะพบว่า อังคาร กุม ราหู และ ทำมุม 135 องศา กับ ยูเรนัส เช่นกัน แปลคือ “ประสบอุบัติเหตุ ร่วมกับผู้อื่น” (ซึ่งไม่โดนคนเดียว มักจะโดนเป็นคู่ เพราะมี ราหู อยู่ด้วย) เพราะฉะนั้น Complex ของสมการดาวชุดนี้ น่าจะปรากฏอีกครั้ง ในขณะที่ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุ

 

“การแตกร้าวในครอบครัวหรือหมู่คณะ”

และอีกจุดหนึ่งที่ตอบข้อสงสัยว่า ทำไมเรื่องราวในชีวิตของทั้งคู่จึงคล้ายคลึงกัน จากเนื้อหาข่าวคือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ครอบครัวของน้องทั้งสองคนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้น้องผู้ชายอยู่กับแม่ ส่วนน้องผู้หญิงอยู่กับพ่อ ซึ่งตรงนี้จะสังเกตได้จาก เมอริเดียน ที่อยู่ราศีกรกฎ ซึ่งสามารถอ่านไขว้เพศได้คือ

  • หากแทน เมอริเดียน คือ ชาย ราศีกรกฎจะแทนความหมายว่า แม่ จึงทำให้น้องผู้ชายอยู่กับแม่
  • หากแทน ราศีกรกฎ คือ หญิง ก็คือน้องผู้หญิง ซึ่งมีเมอริเดียนอยู่ด้วย นั่นหมายถึง อยู่กับพ่อ

03.jpg
และการแยกกันของครอบครัวนี่เอง ที่สามารถสังเกตได้จาก เนปจูน และ คิวปิโด ที่อยู่ตรงเส้นแบ่งราศีพอดี ทำให้ศูนย์รังสี เนปจูน/คิวปิโด อยู่ตรง “จุดมกร” เมื่อจับคู่แปลความหมายตาม คัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ ของ อ. พลตรี ประยูร พลอารีย์ จะได้ว่า “การแตกร้าวในครอบครัวหรือหมู่คณะ”  ทั้งคู่จึงอาศัยอยู่กับครอบครัวที่เหลืออยู่ตามนี้

04.jpg

ข้อสังเกตอีกหนึ่งอย่างก็คือ ในดวงกำเนิดที่ตั้งจากเวลาอมาวสี จะเห็นว่า ค่าองศาความห่างระหว่าง เมอริเดียน และ อาทิตย์/จันทร์ (จุดอมาวสี) จะห่างกันประมาณ 25 องศา

รูปพิเศษ.jpg

ซึ่งเราสามารถนำตัวเลขนี้ ไปหาค่าความต่างจากตัวเลขมุมฮาร์โมนิคที่เราใช้ได้เช่นกัน ในกรณีนี้เราใช้เลขมุม 45 องศา จะได้ผลความต่าง คือ 20 องศา (45 องศา – 25 องศา =20 องศา)
ตรงนี้หมายความว่า ช่วงที่น้องทั้ง 2 คน มีค่าโค้ง v1 เท่ากับ 20 และ 25 (ค่า โค้ง v1 อาจคลาดเคลื่อนได้จากอายุจริงประมาณ 1 ปี แล้วแต่อัตราโคจรอาทิตย์ ณ วันที่เกิด) จะมีการทำมุมกันของ เมอริเดียน และ อาทิตย์/จันทร์ ในดวง v1 และ ดวงกำเนิด

  • เมื่ออายุประมาณ 20 ปี (ค่าโค้ง v1 = 20) เมอริเดียน ( v1) จะทำมุมถึง อาทิตย์/จันทร์ (กำเนิด)
  • เมื่ออายุประมาณ 25 ปี (ค่าโค้ง v1 = 25) อาทิตย์/จันทร์ ( v1) จะทำมุมถึง เมอริเดียน (กำเนิด)

แปลว่าใน 2 ช่วงอายุนี้ มีแน้วโน้มที่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญบางอย่างที่ส่งผลต่อสถานภาพชีวิตของเจ้าชะตา แต่ในกรณีนี้ น้องทั่งคู่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว เมื่อค่าโค้ง v1 = 20

ดวงทินวรรษ (Solar Return)

จาก ดวงอมาวสี ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2540 ที่เรานำมาใช้เป็นเวลาเกิดนั้น หากคำนวณดวงทินวรรษในปีที่เกิดเหตุนี้ จะตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน ปี 2560 เวลา 10:07

05.png

 

“อุบัติเหตุ หรือ ถึงแก่กรรมโดยฉับพลัน”

“หากเจ้าชะตาจะต้องมีการสูญเสีย จะเป็นไปในลักษณะของการสูญเสียอย่างฉับพลัน หรือ เกิดการพลัดพรากในทันทีทันใด”

เมื่อตรวจทินวรรษพบว่า สมมติฐานที่ตั้งไว้เกิดขึ้นจริง เพราะ เสาร์ (จร) ทำมุมฉาก 90 องศา กับ จุด อังคาร และ ราหูเดิมนั่นเอง (กลุ่ม Complex ดาวชุดเดิม) และ ที่สำคัญมาก ซึ่งเราพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก คือ Same equation เป็นภาพที่ปรากฏซ้ำอยู่ในดวงอมาวสีอยู่แล้ว

06.jpg

ราหู+อังคาร-เสาร์ (จร) = ราหู+อังคาร-เสาร์ (กำเนิด)
และทำมุม 45 องศา กับ เสาร์ (กำเนิด) เช่นกัน
คือเป็น Same equation ที่เข้าสูตร A+B-C=C
จากสมการชุดข้างบน เริ่มมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้บ้างแล้ว แต่เราจะลองมองโครงสร้างอื่น ๆ อีกว่า มีจุดอุบัติเหตุที่บ่งบอกเพิ่มเติมอะไรอีกบ้าง
จากดวงทินวรรษ ความสัมพันธ์แบบดาวเดี่ยวที่สำคัญพบว่า
ราหู (จร) ทำมุม กับ ยูเรนัส (v1)
ยูเรนัส (จร) ทำมุมกับ เมอริเดียน (v1), ลัคนา (v1) และ พุธ (v1)
ยูเรนัส (v1) = พุธ (จร)
**ตรงส่วน ยูเรนัส (v1) = พุธ (จร) และ ยูเรนัส (จร) = พุธ (v1) ถือเป็น Reciprocal**
อังคาร (จร) = ยูเรนัส (กำเนิด)
จันทร์ (จร) = ยูเรนัส (จร)
อาทิตย์ และ จันทร์ (v1) = แอดเมตอส (กำเนิด)
หรือก็คือ ดาวยูเรนัส ค่อนข้างแสดงอิทธิพลมาก ในดวงทินวรรษรอบนี้ เมื่อใช้ จุดอิทธิพล (Sensitive Point) อังคาร+เสาร์-ยูเรนัส ซึ่งแปลว่า “อุบัติเหตุ หรือ ถึงแก่กรรมโดยฉับพลัน”

อังคาร+เสาร์-ยูเรนัส (จร) =ยูเรนัส (v1), อังคาร (v1), ราหู (v1) ชุด Complex เดิมในดวง v1
อังคาร+เสาร์-ยูเรนัส (v1) = ยูเรนัส (กำเนิด) ซึ่งก็เข้ารูปสมการ A+B-C=C เช่นเดิม
ซึ่งในดวงกำเนิด จุด อังคาร+เสาร์-ยูเรนัส = เสาร์ อยู่แล้ว แปลรูปประโยคคือ

“หากเจ้าชะตาจะต้องมีการสูญเสีย จะเป็นไปในลักษณะของการสูญเสียอย่างฉับพลัน หรือ เกิดการพลัดพรากในทันทีทันใด”

เมื่อภาพดาวปรากฏชัดในดวงทินวรรษปีนี้แล้ว ในดวงอมาวสี จะปรากฏข้อมูลอะไรบ้าง ?

ดวงอมาวสี (New Moon)

ดวง อมาวสีในรอบที่เกิดเหตุการณ์ ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เวลา 04:05

07.png

สิ่งแรกที่มองเห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่าคือ จุด อมาวสี ใกล้กับ ยูเรนัส (v1) มาก และ ยูเรนัส (จร) ทำมุม 180 กับเมอริเดียน ขณะที่เกิดอมาวสีด้วย
เมื่อไล่ความสัมพันธ์จากจุดเจ้าชะตากับดาวเดี่ย่วแล้วพบว่า

  • ลัคนา (v1) และ เมอเริเดียน (v1) = อาทิตย์ และ จันทร์ (กำเนิด) แปลว่า เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญต่อสถานภาพชีวิตของเจ้าชะตา
  • อาทิตย์ และ จันทร์ (v1) = แอดเมตอส (กำเนิด) เจ้าชะตาประสบกับ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับแรงบีบคั้น กดทับ แรงกระแทก
  • เสาร์ (v1) = ยูเรนัส (กำเนิด) พลัดพรากอย่างฉับพลัน

เมื่อเริ่มใช้ ศูนย์รังสี ที่เกี่ยวข้องพบว่า

  • ยูเรนัส/เสาร์ (จร) = ราหู (v1) พลัดพรากอย่างฉับพลันกับ คนสนิท หรือคนที่ผูกพันด้วย
  • ยูเรนัส/เสาร์ (v1) = แอดเมตอส (กำเนิด) พลัดพรากอย่างฉับพลันด้วยแรงบีบคั้น แรงกระแทก
  • อังคาร/เสาร์ (จร) = ราหู (กำเนิด), ยูเรนัส (กำเนิด) การถึงแก่กรรมของคนที่ผูกพันด้วย

เมื่อจับดาวทั้งหมดในกลุ่มนี้ มาสร้างจุดอิทธิพล ยูเรนัส+เสาร์-ราหู ซึ่งแปลว่า “อยู่ในเหตุการณ์การพลัดพรากที่เกิดโดยฉับพลัน” ก็พบว่า
ยูเรนัส+เสาร์-ราหู (กำเนิด) = ราหู (v1) เข้าสูตร A+B-C=C
แต่ในความเห็นส่วนตัว จุดที่ว่านี้ บอกแค่ว่า อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะมีดวงกำเนิดเหมือนกัน และเป็น ราหู ซึ่งกันและกันเองอยู่แล้ว แต่น่าจะต้องมีสมการชุดอื่นที่เข้าถึงจุดเจ้าชะตาแบบตรง ๆ
เมื่อจับดาวในกลุ่มเดิมนั้น มาลองสร้างจุด อังคาร+เสาร์-ยูเรนัส ซึ่งแปลว่า “ถึงแก่กรรมโดยฉับพลัน” จึงพบสมการที่ตรงตัวมากที่สุดนั่นก็คือ อังคาร+เสาร์-ยูเรนัส (จร) = เมอริเดียน (กำเนิด)
และเมื่อสมการชุดนี้สำคัญที่สุด ก็ต้องปรากฏในดวงโค้งสุริยยาตร์ v1 (Solar Arc v1) ด้วยเช่นกัน ซึ่งปรากฏว่า
อังคาร+เสาร์-ยูเรนัส (v1) = ยูเรนัส (กำเนิด) เข้าสูตร A+B-C=C
ซึ่งจะไปตอบโจทย์ใน Complex แรกสุดที่ว่า พื้นดวงมี อังคาร กุม ราหู = ยูเรนัส อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงต้องนำพาอิทธิพลเรื่องนี้จากดวงกำเนิดมาด้วย
และอีก 1 Complex ที่น่าสนใจคือ แอดเมตอส (จร) = ลัคนา (จร) = ยูเรนัส (v1) = ราหู (v1)
เมื่อเราจับดาวทั้งหมด มาตั้งเป็นจุดอิทธิพล
กลุ่มสมการชุดแรก แอดเมตอส+ยูเรนัส-ลัคนา ซึ่งแปลได้ว่า “ความตายเนื่องจากผู้อื่น”
แอดเมตอส+ยูเรนัส-ลัคนา (จร) = แอดเมตอส (v1), ยูเรนัส (จร)
แอดเมตอส+ยูเรนัส-ลัคนา (v1) = เสาร์ (จร), ฮาเดส (จร), พฤหัส (กำเนิด และ จร)
แอเมตอส+ยูเรนัส-ลัคนา (กำเนิด) = ฮาเดส (กำเนิด)
**ตรงจุดนี้เห็นว่า ไม่ได้ทำมุมถึงจุดเจ้าชะตาโดยตรง แต่สัมพันธ์กับ พฤหัส ทั้งใน กำเนิด และ จร ซึ่งอาจมองว่า น้องน่าจะเสียชีวิตทันทีโดยไม่ทรมาน**
กับอีกกลุ่มสมการชุดหนึ่ง คือ แอดเมตอส+ยูเรนัส-ราหู ซึ่งแปลได้ว่า เพื่อนสนิท คนที่เราผูกพันด้วย ประสบกับ การพลัดพรากโดยฉับพลัน ด้วยอาการสั่นสะเทือน แรงบีบอัด แรงปะทะ ซึ่งในกรณีนี้คือ รถชน นั่นเองโดยที่ แอดเมตอส+ยูเรนัส-ราหู (จร) = ยูเรนัส (กำเนิด), ราหู (กำเนิด), อังคาร (กำเนิด) ก็เข้าสูตร A+B-C= C และตรงกับชุด Complex แรกที่ตั้งข้อสังเกตไว้ในตอนต้นของบทความ

ดวงจร (Transit)

ใจของคนคู่นี้รักกันตราบนี้ตลอดไป

เมื่อเวลาที่เกิดเหตุ ยังไม่ปรากฏแน่ชัด จึงตั้งเวลา จุดอมาวสี ที่ผ่านมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 คือเวลา 04:05 มาใช้ในวันเกิดเหตุ คือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เพื่อดูว่า เหตุสำคัญในวันนี้จะปรากฏรูปดาวอะไรบ้าง

08.jpg
ลัคนา (จร) = แอดเมตอส (v1)
แอดเมตอส (จร) = ราหู (v1), อังคาร (v1) และ ยูเรนัส (v1)
เสาร์ (v1) = ยูเรนัส (กำเนิด) **ปรากฏอยู่แล้วในดวงอมาวสี ที่ผ่านมา**
เสาร์ (จร) = อังคาร/เสาร์ (กำเนิด), ราหู/เสาร์ (กำเนิด)
ราหู (จร) = ลัคนา/ยูเรนัส (v1)
และ ลัคนา/ยูเรนัส (จร) = ลัคนา/ยูเรนัส (กำเนิด) เป็น Same equation

09.jpg

ซึ่งจะสังเกตว่า ยูเรนัส อังคาร เสาร์ ราหู และ แอดเมตอส นั่นเองที่เป็น “Keyword” ของเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ดวงทินวรรษ อมาวสี จนถึง วันเกิดเหตุ

และนาทีสุดท้ายของชีวิต ซึ่งประมาณการณ์เวลาเกิดเหตุ น่าจะอยู่ราว ๆ 12:45 ขณะทีเกิดเหตุ
จันทร์ (จร) ทับองศากับดาว ศุกร์ (กำเนิด) เป็นการบอกให้คนที่พบเห็นรู้ว่า ใจของคนคู่นี้รักกันตราบนี้ตลอดไป  ตรงกับที่คุณพ่อของน้องผู้หญิง ที่บอกว่า พบร่างทั้งสองกอดกันเป็นภาพสุดท้ายในซากรถที่ถูกชน

ปิดท้ายด้วยการกลับมาดูจุด เสาร์+เสาร์-อังคาร หรือ “จุดฌาปณกิจ” ในดวงกำเนิด ว่าบ่งบอกอะไรบ้าง ?

10.jpg
เสาร์+เสาร์-อังคาร = ราหู และ โครโนส
ฌาปณกิจเป็นคู่ และเป็นการฌาปณกิจที่ค่อนข้างสำคัญมากต่อคนในสังคมหรือเป็นงานใหญ่ (ซึ่งจากรายงานข่าวพบว่า มีผู้เดินทางไปร่วมพิธีเพื่อส่งดวงวิญญาณของน้องทั้งคู่ กว่าพันคน) 

จากกรณีศึกษานี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของมนุษย์ที่ดำเนินไปบนโลกนั้น ย่อมสอดคล้องกับลีลาของดาวบนฟากฟ้า ดังปรัชญาที่ว่า “เบื้องบนเป็นเช่นไร เบื้องล่างก็ย่อมเป็นเช่นนั้น”

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอให้ความเคารพแก่น้องทั้ง 2 คน กุศลบุญใดที่ได้เคยทำมา ไม่ว่าอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ หรือ กุศลบุญที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ขอจงเกิดแก่ดวงวิญญาณของน้องทั้ง 2 คน และ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของน้องทั้ง 2 ไปสู่สุขติและภพภูมิที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป